ethics จริยศาสตร์

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เนื่องจากวิชาจริยศาสตร์เป็นวิชารวมความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความประพฤติของมนุษย์ จึงต้องพิจารณาตามองค์ประกอบต่าง ๆ ของมนุษย์ที่มีส่วนทำให้เกิดการกระทำที่เป็นความประพฤติ จึงต้องมีส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) ซึ่งสามารถศึกษาได้ตามกฎที่ค่อนข้างตายตัว เรียกว่า วิทยาศาสตร์จริยะ (Science of Ethics) นอกจากนั้นก็มีส่วนที่ตายตัวน้อยลง เพราะขึ้นกับการตัดสินใจของมนุษย์ เรียกว่า จิตวิทยาจริยะ (Psychology of Ethics) นอกจากนั้นก็มีส่วนที่ตายตัวน้อยลงไปอีก เพราะขึ้นกับการตัดสินใจร่วมของสังคม ซึ่งจะต้องแยกส่วนที่ตัดสินใจปลีก ๆ ย่อย ๆ ออกไป เหลือเฉพาะส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจร่วมกัน เรียกว่า สังคมวิทยาจริยะ (Sociology of Ethics)

นอกจากนั้นก็มีส่วนที่ตายตัวน้อยลงไปอีก เพราะขึ้นกับความคิดสุดยอดหรือปรัชญาของแต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของปรัชญาที่มีอิทธิพลมาก ๆ เรียกว่า ปรัชญาจริยะ (Philosophy of Ethics) ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือศาสนศาสตร์ของแต่ละศาสนาที่ศึกษาศาสนาในระดับปรัชญา ซึ่งอาจจะเรียกว่า เทววิทยา (Theology) หรือ ศาสนศาสตร์ (Divinity)

นอกจากนั้นยังมีขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อถือของชาวบ้าน ที่สังคมทั่วไปถือว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” แต่ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจ การตัดสินความดี-ชั่ว และการลงมือปฏิบิตของคนในสังคมที่ใช้เหตุผลบ้าง ทำไปตามกระแสบ้าง ซึ่งหาความแน่นอนตายตัวหรือจัดเป็นระบบระเบียบวิชาการไม่ได้ก็จริง แต่ก็มีอิทธิพลและความสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular Ingenuity) เนื้อหาที่จะต้องบรรจุเข้าไป

ในวิชาการเกี่ยวกับความประพฤของมนุษย์จึงมี 5 แท่ง ซึ่งอาจจะเปรียบได้กับตึกอาคาร 5 ชั้น แต่ตึกอาคารจะตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ก็จะต้องมีฐานที่แข็งแกร่ง 2 ฐาน คือ ฐานนิยาม (Definition) และ ฐานประวัติศาสตร์(History) เพราะตามหลักวิชาการ จะศึกษาอะไรให้ชัดเจนต้องเริ่มด้วยนิยามที่ชัดเจนและรัดกุม มิฉะนั้นยิ่งขยายความออกก็ยิ่งเคว้งคว้างและสับสน จึงถือว่าเป็นฐานหลักฐานหนึ่ง อีกฐานหนึ่งก็คือประวัติศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบันยอมรับกันว่าจะศึกษาวิชาใดก็ตามในปัจจุบันจะขาดเสียมิได้

รวมความว่าวิชาจริยศาสตร์หรือวิชาเรื่องคุณธรรมนั้น จะรู้รอบต้องเรียนรู้ทั้ง 7 แท่งอันประกอบด้วย 5 เนื้อหา และ 2 ฐาน

จริงอยู่คนคนหนึ่งจะเป็นคนดีได้อย่างดี โดยไม่ต้องรู้วิชาจริยศาสตร์ 7 แท่ง แต่ผู้สอนหรืออบรมคุณธรรมจริยธรรมทุกระดับตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงหลักสูตรปริญญาเอก ต้องรู้ทั้ง 7 แท่งจึงจะไม่หลงทิศ และถกปัญหากับนักวิชาการรู้เรื่อง มิฉะนั้นก็จะพูดกันได้แค่ระดับสามัญสำนึกเท่านั้น ซึ่งจะลงลึกไม่ได้วิชาจริยศาสตร์จึงแบ่งสาขาได้ดังต่อไปนี้

1. ประวัติศาสตร์จริยะ (History of Ethics) กล่าวถึงความเป็นมาของความรู้เกี่ยวกับความประพฤติ จึงกินความรวมถึงประวัติศาสตร์ความประพฤติ (History of Conducts) ประวัติศาสตร์อุดมการณ์ (History of Ideals) และประวัติศาสตร์มาตรการของจรรยาบรรณ (History of Social code of Conduct)

2. จิตวิทยาจริยะ (Psychology of Ethics) กล่าวถึงสาเหตุในจิตของมนุษย์ที่มีอิทธิพลต่อความประพฤติ

3. สังคมวิทยาจริยะ (Sociology of Ethics) กล่าวถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของสังคมที่มีอิทธิพลต่อความประพฤติ

4. ปรัชญาจริยะ (Philosophy of Ethics) ถ้ามองจากมุมปรัชญาจะนิยามได้ว่าเป็นปรัชญาประยุกต์แขนงหนึ่งที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาจริยศาสตร์สาขาอื่น ๆ แต่ถ้ามองจากมุมจริยศาสตร์ จะนิยามได้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของจริยศาสตร์ ที่ตีความประพฤติถึงระดับปรัชญา ปัญหาสำคัญที่สุดคือมาตรการความประพฤติจากนักปรัชญา

5. เทววิทยาจริยะ (Ethical Theology) ซึ่งมักจะเรียกว่าเทววิทยาศีลธรรม (Moral Theology) เป็นประมวลความรู้เกี่ยวกับความประพฤติที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ของศาสนาที่นับถือพระเจ้า สำหรับศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า อย่างเช่น พระพุทธศาสนา ยังไม่มีบัญญัติศัพท์กลาง ๆ ไว้เรียก จึงนิยมเรียกโดยเฉพาะของศาสนาแต่ละศาสนา เช่นพุทธจริยศาสตร์ (Buddhist Ethics) หรือพุทธศีลธรรม (Buddhist Morals) เป็นต้น ซึ่งเป็นประมวลความรู้เกี่ยวกับความประพฤติที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ทุกศาสนาต่างก็มีระบบศีลธรรม และมีวิชาจริยศาสตร์ศาสนาหรือวิชาศีลธรรม เพื่ออธิบายระบบศีลธรรมของตน นอกเหนือไปจากจริยศาสตร์ทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกศาสนา

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018