อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต [Dec 25, 2018] revised Mar 23, 2026
…
ผู้เขียนได้ทำการการทดลองตีความ “ความดี” ผ่าน EOCR thinking system (ระบบคิด EOCR, เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2559) ที่เชื่อมการมีอยู่ (Being) – ความสัมพันธ์ (Relation) – อำนาจ/หน้าที่ (Normativity) – ผลลัพธ์ (Teleology) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อคิดตาม EOCR system จะทำให้เรามีร่องรอยความคิดหรือกรอบความคิดของเราเองในเรื่องต่างๆ ตรงจุดนี้จะกลายเป็นมโนทรรศน์ (concept) ของเราต่อเรื่องนั้น ๆ ซึ่งจุดนี้จะกลายเป็นองค์ความรู้ของเรา EOCR thinking system จึงจะนำไปสู่ EOCR knowledge block ที่เป็นฐานความรู้ในตัวของเราเอง
EOCR ในฐานะ “Ontological Continuum”
EOCR มิใช่เพียงลำดับขั้น แต่คือ continuum ของการมีอยู่ (continuum of being)
E (Emergence) = การปรากฏของภาวะ (coming-into-being)
O (Order) = การจัดรูปของภาวะ (structuring of being)
C (Controlity) = การกำกับเชิงบรรทัดฐาน (normative regulation of being)
R (Result) = จุดหมาย/ผลสัมฤทธิ์ (teleological unfolding)
ในเชิงอภิปรัชญา EOCR เทียบได้กับการเชื่อมแนวคิดของ
- Aristotle (potentiality → actuality → telos)
- Martin Heidegger (Being → revealing → worldhood)
- พุทธปรัชญาเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท (dependent origination)
EOCR จึงเป็น “สะพาน” ระหว่าง ontology แบบตะวันตกกับปรากฏการณ์วิทยาและพุทธญาณวิทยา
การตั้งคำถามว่า “ความดีคืออะไร” อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังไม่ลึกพอในเชิงอภิปรัชญา หากเราขยับคำถามไปอีกระดับหนึ่ง เราจะเริ่มถามว่า “ความดีเกี่ยวข้องอย่างไรกับการมีอยู่ (Being) ของมนุษย์?”
Emergence: genesis-debut ความดีของผู้เขียนเป็นความดีแบบ genesis goodness ความดีนี้ไม่ได้อยู่ลอยๆ มันมีผู้สร้าง มันต้องมีผู้ทำความดี ถ้าไม่มีผู้ทำความดี มันไม่ดี เป็น agent-dependent otology ถ้าโลกนี้ไม่มีมนุษย์อยู่เลย มีแต่สรรพสัตว์ สำหรับผู้เขียน มันก็จะไม่มีความดี เพราะไม่มีผู้กระทำ ในเชิงอภิปรัชญา ย่อมเป็นมุมมองที่ว่า ความดี = event ที่เกิดจาก intentional being ที่ต้องอาศัยทั้งผู้กระทำและบริบทของโลก
แต่หากผู้อื่นจะคิดว่าความดีเป็น debut goodness นั่นคือ ความดีเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผู้สร้าง
เป็น self-arising property ของโลก แนวคิดนี้จะใกล้เคียงกับ ธรรมชาติในพุทธศาสนา (ธรรมธาตุ)
หรือ intrinsic value realism ในจริยศาสตร์
EOCR จึงเริ่มจากการเปิดพื้นที่ให้เกิดคำถามสำคัญคือ ความดีเป็นคุณสมบัติของโลก (property of reality) หรือเป็นการฉายของจิต (projection of consciousness)? หรือเป็นทั้งสองอย่างอยู่ร่วมกัน
Order: law-relation ความดีอยู่ในฐานะ relational field เพราะความดีไม่ใช่หน่วยโดดเดี่ยว แต่เป็น พื้นที่ความสัมพันธ์ที่มี การกระทำ → การตอบสนอง → การขยายผล ความดีจึงกลายเป็นระเบียบของ Being ที่เชื่อมโยงการมีอยู่แต่ละหน่วยเข้าด้วยกัน คล้ายแนวคิดของเครือข่ายแห่งเหตุ (causal network) กรอบแนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีระบบ (systems theory) และปฏิจจสมุปบาท ในพระพุทธศาสนา ในจุดนี้ ความดีไม่ใช่เพียงสิ่งที่ “ควรทำ” แต่เป็นสิ่งที่ “ทำให้โลกเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย”
การทำดีเป็นกฎไหม (law like structure) ผู้เขียนถือว่าความดีมีกฎที่ต้องกระทำ แต่ไม่ใช่กฎบังคับ (deterministic law) เมื่อเราทำความดีกับคนอื่น เช่น คนที่หนึ่งทำความดีกับคนที่สอง คนที่สองก็จะทำความดี ความดีก็จะสืบทอด และขยายไปเรื่อยๆ มันมี relation ที่ขยายและเชื่อมโยง จึงเป็น normative law เพราะทำดี ก็จะมีแนวโน้มที่จะเกิดการทำดีต่อ และมีการตอบแทนความดี แต่กฎไม่ตายตัวอย่างกฎฟิสิกส์ จึงถือว่าเป็น middle ground ระหว่าง determinism และ freedom
Controlity: order-power-duty-responsibility ในระดับนี้ เป็นการมองผ่านมิติของความจำเป็น (necessity) ที่แฝงอยู่ใน Being ในขั้นนี้ ความดีมิได้เป็นเพียงตัวเลือก แต่กลายเป็นเงื่อนไขของการดำรงอยู่ในฐานะมนุษย์
แล้วความดีมีระดับความดีมากน้อยไหม เป็นดีกับชั่วไหม ผู้เขียนมองว่า ความดีเป็นสเกล (scalar quality) ไม่ใช่คู่ตรงข้าม (binary ดี/ชั่ว) โดยมีลักษณะเป็นคุณภาพต่อเนื่อง (continuum of quality) ความดีมีระดับมาก มากกว่า น้อย น้อยกว่า มีทำไม่ดี แต่ไม่มีทำชั่ว เพราะความดีเป็นสเกลของระดับคุณภาพ ไม่ใช่ระดับสูงต่ำ แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับ arete ในกรีก-ลาติน
ในการทำดี เมื่อเราทำดีแล้วจะเกิด power แต่ความดีเป็น moral emergence ไม่ใช่การมีอำนาจที่เป็นแบบอำนาจในการลงโทษ (coercion power) แต่มีลักษณะของ legitimized influence เมื่อทำดีจะมีบารมี (charisma; Max Weber; พุทธศาสนา) บารมีที่จะทำให้คนรอบข้าง respect ทำให้คนอื่นเชื่อฟังและทำตาม เมื่อมีคนสอนเรื่องความดีแล้วมีคนทำตามหรือสาวก ถือเป็นเรื่องปกติ
ความดีเป็น duty เป็นหน้าที่ของเรา (to exist is to be obligated) คนเราไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อใช้ชีวิต เมื่อเรา genesis เราเกิดมาเพื่อทำความดี เมื่อเรามีหน้าที่ เราจะต้องมี responsibility ต่อความดีที่เราทำ ความดีที่เราทำถ้าดีพร้อมเราก็มีความรับผิดชอบ ถ้าทำดีแล้วมันมีผลลบเกิดขึ้นด้วยเราก็ต้องรับผิดชอบ เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เรากระทำในทุกทิศทาง แนวคิดนี้ใกล้กับอัตถิภาวนิยมของ Jean-Paul Sartre (existence precedes essence → responsibility) โดย EOCR ขยายเพิ่มเป็น “existence carries moral direction”
Result: intention-utility-outcome เมื่อเราทำดี เราต้องมีเจตจงนงในการทำดี การทำดีเป็นเจตจำนงการรักษาหน้าที่ การทำดีแบบละเมอ ทำตามๆ กันไป ถือว่าเป็นความดีที่ลดลง เพราะเจตจำนงหายไป ถ้าขาด intention ความดีจะลดระดับ ontology ลง แล้วเป็นความดีไหม ผลของการกระทำเป็นความดี แต่ขาดเจตจำนง ความดีย่อมลดลง และลดทอนลงไปเหลือเพียง “พฤติกรรม” เท่านั้น
เมื่อทำความดี ความดีย่อมเกิดแก่ตัวเราก่อน ถ้าตัวเรายังไม่ดี เราจะไปเสียสละก็ไม่ดี ความดีต้องเกิดแต่ตัวเราจนเต็มพร้อม เราจึงจะทำเพื่อส่วนรวม (Self-before-others principle) ความดีจึงเป็นกระบวนการที่เริ่มจากภายใน (self-formation) แล้วจึงขยายออกสู่ภายนอก (world-formation) จากนั้นผลลัพธ์ที่เกิดจากความดีจะต้องนำไปสู่ peace คือความสงบสุข แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ethical internalism และสอดคล้องกับหลักการในพระพุทธศาสนา “พึงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนดังปฏิบัติต่อตนเอง“
EOCR เสนอว่า ความดีเผยให้เห็นว่า Being มีปลายทาง” (telos) และปลายทางนั้นคือ ความสงบ (peace) อย่างไรก็ตาม ความสงบในที่นี้มิใช่เพียงสภาวะภายนอก แต่คือ ความกลมกลืนระหว่างตัวตน เจตจำนง และโลก
ดังนั้น telos ของความดีคือ Peace (ความสงบสุข) ซึ่งไม่ใช่แค่ absence of conflict แต่คือ harmonic equilibrium ของระบบทั้งหมด
จากหลัก EOCR on goodness ของผู้เขียนนี้จะถูกใช้เพื่อประเมินเรื่องต่างๆ ที่มีคนพูดกันว่าดี เราต้องประเมินและคิดบนกรอบความคิดของเรา เราจึงจะมีปัญญาคิดได้อย่างเต็มศักยภาพ
EOCR as Epistemic Engine
EOCR ไม่ได้หยุดที่ ontology แต่ไปถึง epistemology กระบวนการคือ เราคิดผ่าน EOCR เกิด pattern of understanding กลายเป็น concept แล้วสะสมเป็น knowledge block ในเชิงอภิปรัชญา knowledge block เท่ากับ “form ของจิตที่จัดระเบียบแล้ว” แนวคิดนี้จึงคล้ายคลึงกับแนวคิด schema ใน cognitive science และ สังขาร (สิ่งปรุงแต่ง) ในพุทธศาสนา
EOCR เป็น non-linear ontological loop การคิดบน EOCR ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก E แต่เริ่มจากตรงไหนก็ได้ จะ O จะ C หรือ R ก็ได้ นั่นขึ้นกับความคุ้นชินในการคิดของแต่ละคน แต่เมื่อคิดจากตรงไหนก็ต้องคิดต่อไปไม่ซ้ายก็ขวาของตัวเอง จากนั้นก็ย้ายตำแหน่งไปคิดให้ครบทั้งระบบ กระบวนการนี้คล้ายกับแนวทางการตีความ circular hermeneutics ของ Hans-Georg Gadamer
เมื่อเราตีความได้ทั้งระบบ ก็จะทำให้เราคิดได้รอบ เกิดความรอบคอบรอบรู้ (prudence, arete) ได้ คนที่มีความรู้พร้อมจึงจะเลือกปฏิบัติดีได้ การคิดครบ EOCR ทำให้เกิด knowledge block, knowledge block ทำให้เห็นความดีจริง เมื่อเห็นจริง เราก็จะเลือกทำดีได้ EOCR จึงเป็นmechanism ที่ทำให้ virtue เกิดขึ้นจริง ดังคำของ Socrates ที่ว่า Virtue is knowledge ซึ่งจะไม่ใช่เพียงคำสอนเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “ประสบการณ์ของการมีอยู่” ที่เกิดขึ้นจริงภายในตัวเราเองด้วย
สรุป
EOCR thinking system is a dynamic ontological-ethical system that maps the emergence, structure, regulation, and telos of goodness while simultaneously generating knowledge within the knower.
การคิดแบบ EOCR จึงไม่ใช่เพียงการประเมินว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่เป็นการฝึกให้มนุษย์เห็นการเกิดของความหมาย เข้าใจโครงสร้างของความสัมพันธ์ ยอมรับหน้าที่ของการมีอยู่ และมุ่งสู่ความสงบในฐานะปลายทางของ Being
EOCR เรื่องความดี จึงเป็นการที่เราเข้าใจการเดินทางของความดี จากการมีอยู่ -ความสัมพันธ์ – ความรับผิดชอบ – ความสงบ
ในกรอบของ EOCR thinking system ความดีมิใช่เพียงคุณค่าทางจริยธรรม หากแต่เป็นกระบวนการเปิดเผยของการมีอยู่ (the unfolding of Being) ที่ค่อย ๆ แสดงตัวผ่านลำดับของ Emergence, Order, Controlity และ Result ซึ่งทั้งหมดนี้มิได้เป็นเพียงขั้นตอนของความคิด แต่เป็นโครงสร้างของความเป็นจริงที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วม
บทบรรยาย ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต 24 พฤศจิกายน 2561

Leave a comment