ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลและวิเคราะห์เปรียบเทียบระเบียบวิธีวิจัยแบบไม่ประจักษ์ (Non-Empirical Method) กับระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Method) ที่ใช้ตัวบทและเอกสารเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ได้แก่ การวิจัยเอกสาร (Document Research) การวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis) และ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เนื้อหาครอบคลุมรากฐานเชิงปรัชญา รายละเอียดเชิงเทคนิคจำแนกตามสาขาวิชา และเกณฑ์การประเมินคุณภาพงานวิจัย และการยกตัวอย่างให้เห็นการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้ทุกวิธีวิจัยจะทำงานกับตัวบท แต่มีเป้าหมาย กระบวนการจัดการข้อมูล และเครื่องมือเชิงเทคนิคที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ระเบียบวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาขาวิชา ขอบเขตคำถามวิจัยและเป้าหมายของผู้วิจัย

คำสำคัญ: ระเบียบวิธีวิจัยแบบไม่ประจักษ์, ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์, การวิเคราะห์เนื้อหา, การวิเคราะห์เอกสาร, การวิจัยเอกสาร

บทนำ
ในโลกของการแสวงหาความรู้ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญที่กำหนดทิศทางและคุณภาพของผลลัพธ์ โดยทั่วไปมักมีการแบ่งประเภทงานวิจัยออกเป็นเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามลักษณะข้อมูล แต่การแบ่งที่รากฐานกว่านั้นคือ การแบ่งตามแหล่งที่มาของความรู้ ระหว่างความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ตรงและการสังเกต หรือความรู้เชิงประจักษ์ (Empirical) กับความรู้ที่ได้จากการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ตรรกะ และการตีความ หรือความรู้แบบไม่ประจักษ์ (Non-Empirical)

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองแนวคิดต่างก็นำตัวบท (texts) หรือเอกสาร (document) มาใช้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก บทความนี้จึงมุ่งที่จะจำแนกและเปรียบเทียบระเบียบวิธีวิจัยเหล่านี้ให้ชัดเจนในมิติต่างๆ อย่างสังเขป

ระเบียบวิธีวิจัยแบบ Non-Empirical

1. แกนหลักของระเบียบวิธีวิจัย (Core methodology) ระเบียบวิธีวิจัยแบบ Non-Empirical ไม่ใช่การทบทวนวรรณกรรม (literature review) แต่เป็นการทำงานทางปัญญา (intellectual work) ที่ใช้การคิดขั้นสูงเพื่อจัดระเบียบ แปลความหมาย และขยายพรมแดนความรู้ผ่านโลกของความคิดและตัวอักษร โดยมีกระบวนการที่เข้มงวด (rigorous) ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ทั้งนี้ เกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพของ Non-Empirical Method เน้นที่ความสอดคล้องเชิงตรรกะ (logical consistency) และความลุ่มลึกของการตีความ (interpretive rigor)

Textual & Conceptual Analysisการรื้อสร้าง (Deconstruction) และวิเคราะห์โครงสร้างของแนวคิด ตัวบท หรือตรรกะที่ซ่อนอยู่
Hermeneutics & Interpretationการตีความบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมที่รายล้อมวัตถุประสงค์ที่ศึกษา ผ่าน Hermeneutic Circle (การตีความจากส่วนย่อยไปส่วนรวมและหมุนวนกลับมา)
Dialectics & Argumentationวิภาษวิธี (ปุจฉาวิสัชนา; Socratic Method) การตั้งข้อสมมติฐานเชิงปรัชญา การโต้แย้ง (Counter-argument) การหาข้อค้านแย้ง (Counter-examples ) และการสังเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อสรุปใหม่

2. รายละเอียดเชิงเทคนิคของ Non-Empirical จำแนกตามสาขาวิชา

1) สาขาปรัชญา (Philosophy) งานวิจัยทางปรัชญาเกือบทั้งหมดเป็น Non-Empirical เน้นการสำรวจธรรมชาติของความจริง (Ontology) ความรู้ (Epistemology) และคุณค่า (Axiology) โดยเทคนิค/เครื่องมือเฉพาะ ได้แก่ Conceptual Analysis การวิเคราะห์และจำแนกองค์ประกอบของแนวคิด เช่น ความยุติธรรมคืออะไร? เพื่อหาเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียง (necessary and sufficient conditions) ซึ่งมีเทคนิคย่อย 2 เทคนิค โดยมุ่งผลลัพธ์ทางปรัชญาคือ การเสนอข้อโต้แย้งใหม่ (new arguments) หรือการปรับปรุงระบบคิด/ทฤษฎีเดิมให้รัดกุมขึ้น

Thought Experiment การทดลองทางความคิด ผ่านการสร้างสถานการณ์สมมติเพื่อทดสอบขีดจำกัดของทฤษฎีทางจริยศาสตร์หรืออภิปรัชญา เช่น Trolley Problem หรือ แถบม็อบิอุสทางความคิด
Logical Argumentationการตรวจสอบความสมเหตุสมผล (validity) และความน่าเชื่อถือ (soundness) ของข้ออ้างโดยใช้ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ (symbolic logic) หรือตรรกภาษา (informal logic) โดยใช้เครื่องมือ เช่น
1) Internal Coherence Analysis การตรวจสอบว่า ระบบคิดที่เขียนในเอกสารนั้น มีจุดที่ขัดแย้งกันเอง (self-contradiction) หรือไม่
2) Premise-Conclusion Mapping การแกะโครงสร้างข้ออ้าง เพื่อดูว่าข้อตั้ง (premise) ที่ผู้เขียนให้มา สามารถนำไปสู่ข้อสรุป (conclusion) ได้อย่างสมเหตุสมผลตามหลักตรรกศาสตร์หรือไม่

2) สาขาสังคมวิทยา และ มนุษยวิทยา (Sociology & Anthropology) แม้สองสาขาวิชานี้จะนิยมใช้วิธีวิจัยที่เน้นการลงพื้นที่ (Empirical) แต่ในทางทฤษฎีสังคมวิทยา (Pure/Theoretical Sociology) จะใช้ Non-Empirical เพื่อสร้างหรือวิพากษ์กรอบแนวคิดที่ใช้อธิบายสังคม เทคนิค/เครื่องมือเฉพาะที่นิยมใช้มี 3 เทคนิค โดยมุ่งผลลัพธ์คือ โมเดลอธิบายปรากฏการณ์สังคม (social models) หรือชุดความคิดใหม่ในการมองปัญหาความเหลื่อมล้ำ/อัตลักษณ์

Critical Theoryการใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีวิพากษ์ของสำนักแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt School) หรือนีโอมาร์กซิสต์ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ การครอบงำ และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่ในสื่อหรือสถาบันสังคม
Discourse Analysisการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงทฤษฎี โดยใช้ระเบียบวิธีของ Michel Foucault เพื่อศึกษาว่าความรู้และความจริง ถูกสร้างผ่านภาษาและกลไกอำนาจในประวัติศาสตร์อย่างไร โดยวิเคราะห์จากคลังเอกสารโบราณหรือกฎหมาย
Historical-Comparative Methodวิธีวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ โดยวิเคราะห์วิวัฒนาการของโครงสร้างสังคม เช่น ระบบทุนนิยม ผ่านการตีความเอกสารประวัติศาสตร์โดยไม่ต้องลงชุมชน

3) สาขาศาสนศึกษา (Religious Studies) เน้นการศึกษาหลักคำสอน คัมภีร์ และปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ (ไม่มุ่งเน้นการหาความจริงทางวิทยาศาสตร์) แต่เน้นความเข้าใจในมิติความหมาย เทคนิค/เครื่องมือเฉพาะที่นิยมใช้มี 3 เทคนิค โดยมุ่งผลลัพธ์คือ การอธิบายความหมายใหม่ของคัมภีร์ที่ตอบสนองต่อโลกสมัยใหม่ หรือความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างความเชื่อของมนุษย์

Hermeneuticsอรรถปริวรรต โดยใช้ระเบียบวิธีตีความคัมภีร์ เช่น ไบเบิล, อัลกุรอาน, พระไตรปิฎก มุ่งพิจารณาจากบริบทภาษาดั้งเดิม (Philology) และบริบททางประวัติศาสตร์ของผู้เขียน
Phenomenology of Religionปรากฏการณ์วิทยาศาสนา โดยศึกษาประสบการณ์ทางศาสนาจากมุมมองของผู้ศรัทธา โดยผู้วิจัยต้องใส่วงเล็บ (Bracket/Epoche) ความเชื่อหรืออคติของตนเองไว้ก่อน เพื่อเข้าใจแก่นแท้ของประสบการณ์นั้น
Comparative Religionศาสนาเปรียบเทียบเชิงแนวคิด วิเคราะห์โครงสร้างเทียบเคียงระหว่างระบบจริยธรรมหรือสัจธรรมของต่างศาสนา เพื่อหาจุดร่วมหรือจุดต่างในเชิงอภิปรัชญา

4) สาขาการศึกษา (Education) การวิจัย Non-Empirical ในทางสาขาการศึกษา มักเรียกว่า การวิจัยเชิงปรัชญาและการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ (Philosophical & Historical Research in Education) ซึ่งเป็นฐานในการกำหนดหลักสูตรและนโยบาย เทคนิค/เครื่องมือเฉพาะที่นิยมใช้มี 3 เทคนิค มุ่งเน้นผลลัพธ์คือข้อเสนอเชิงนโยบาย ตัวแบบหลักสูตรเชิงนวัตกรรม หรือปรัชญาการศึกษาแนวใหม่

Curriculum Criticismการวิพากษ์หลักสูตร ด้วยการวิเคราะห์หลักสูตรแฝง (hidden curriculum) หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ในแบบเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้
Educational Philosophy Reconstructionการประยุกต์ใช้ปรัชญการศึกษา เช่น พิพัฒนาการนิยม, อัตถิภาวนิยม มาวิเคราะห์และออกแบบแนวคิดการจัดการเรียนรู้ใหม่ เพื่อตอบโจทย์วิกฤตการณ์ในสังคม
Policy Analysisการวิเคราะห์นโยบายการศึกษา ประเมินความสอดคล้องเชิงตรรกะ ตัวชี้วัด และผลกระทบเชิงอุดมการณ์ของกฎหมายหรือแผนการศึกษาชาติ โดยวิเคราะห์จากตัวบทกฎหมายและรายงานเชิงนโยบาย

ตารางที่ 1 รายละเอียดเชิงเทคนิคของ Non-Empirical Method จำแนกตามสาขาวิชา

สาขาวิชาเทคนิค/เครื่องมือเฉพาะผลลัพธ์ที่ได้
ปรัชญา (Philosophy)– Conceptual Analysis
– Thought Experiment (การทดลองทางความคิด)
– Logical Argumentation
การเสนอข้อโต้แย้งใหม่ (New Arguments) หรือปรับปรุงระบบคิด/ทฤษฎีเดิม
สังคมวิทยา/มนุษยวิทยา (Sociology/Anthropology)– Critical Theory (ทฤษฎีวิพากษ์)
– Discourse Analysis (การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงทฤษฎี)
– Historical-Comparative Method
โมเดลอธิบายปรากฏการณ์สังคม (Social Models) หรือชุดความคิดใหม่
ศาสนศึกษา (Religious Studies)– Hermeneutics (ศาสนศาสตร์อรรถปริวรรต)
– Phenomenology of Religion (ปรากฏการณ์วิทยาแห่งศาสนา)
– Comparative Religion
การอธิบายความหมายใหม่ของคัมภีร์ หรือเข้าใจโครงสร้างความเชื่อในเชิงลึก
การศึกษา (Education)– Curriculum Criticism (การวิพากษ์หลักสูตร)
– Educational Philosophy Reconstruction
– Policy Analysis (การวิเคราะห์นโยบายการศึกษา)
ข้อเสนอเชิงนโยบาย ตัวแบบหลักสูตร หรือปรัชญาการศึกษาแนวใหม่

โดยสรุป Non-Empirical เป็นวิธีวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์และปรัชญา (Pure Humanities/Philosophy) ที่ทำงานในระดับโครงสร้างความคิด ไม่สนใจตัวบุคคลหรือเหตุการณ์ภายนอก แต่พุ่งเป้าไปที่การวิเคราะห์และถกเถียงกับระบบความคิดเพื่อดูว่า ตรรกะนั้นสมเหตุสมผล หรือมีความย้อนแย้งอย่างไร มองเอกสารเป็นกระจกสะท้อนความคิดเพื่อขบคิดและถกเถียงกับระบบเหตุผลที่อยู่ในนั้น

ระเบียบวิธีวิจัยแบบ Empirical ที่ใช้ตัวบทและเอกสารเป็นแหล่งข้อมูลหลัก

1. Document Research / Documentary Research การวิจัยจากเอกสาร เป็นวิธีวิจัยที่เปลี่ยนจาก การสัมภาษณ์คน มาเป็นการสัมภาษณ์เอกสารเพื่อสืบหาความจริงเชิงประจักษ์ว่า ในโลกความเป็นจริงมีอะไรเกิดขึ้นบ้างโดยใช้เอกสารเป็นวัตถุพยาน

มิติเปรียบเทียบDocument Research
(Qualitative Empirical)
Non-Empirical Methods
สิ่งที่ผู้วิจัยตามหาข้อเท็จจริง (facts/data)
ที่ถูกบันทึกไว้ในอดีตหรือปัจจุบัน
ระบบเหตุผล (arguments/logic)
กรอบแนวคิด และความสมบูรณ์เชิงตรรกะ
หน้าที่ของเอกสารพยานปากเอก (informant)
ทำหน้าที่บอกเล่าพฤติกรรม นโยบาย หรือเหตุการณ์
บทสนทนาทางปัญญา” (intellectual dialogue)
เป็นตัวแทนของแนวคิดที่ผู้วิจัยจะเข้าไปวิพากษ์
เกณฑ์ประเมินข้อมูล4 Criteria ของ Scott (2006)
1. Authenticity (แท้จริงไหม)
2. Credibility (น่าเชื่อถือไหม)
3. Representativeness (เป็นตัวแทนที่ดีไหม)
4. Meaning (หมายความว่าอย่างไร)
Logical & Critical Criteria:
1. Internal Coherence (ไม่ขัดแย้งในตัวเอง)
2. Conceptual Validity (ความสมบูรณ์ของแนวคิด)
3. Counter-argument (การทดสอบด้วยข้อค้าน)
นิยามความเป็น Empiricalเป็น Empirical เพราะข้อมูลถูกจำกัดด้วยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง หากเอกสารไม่มี ก็สรุปไม่ได้ และจะต้องสรุปในเชิง “What was/What is” (อะไรเกิดขึ้นจริง โดยมีเอกสารยืนยัน)เป็น Non-Empirical เพราะขอบเขตไม่ได้หยุดแค่ที่เอกสารเขียน แต่ขยายไปสู่ความเป็นไปได้เชิงตรรกะ โดยสรุปในเชิง “How it ought to be / Is it logically sound” (สิ่งนั้นควรจะเป็นอย่างไร หรือระบบคิดนี้สมเหตุสมผลหรือไม่)

ตัวอย่างการวิจัย

“การศึกษาคำประกาศนโยบายการจัดการโควิด-19 ของรัฐบาลในอดีต”

Document Research (Empirical)

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะรวบรวมคำสั่ง ศบค. มติ ครม. และบันทึกข้อความภายในของกระทรวงสาธารณสุข

การวิเคราะห์: ผู้วิจัยจะนำเอกสารเหล่านี้มาร้อยเรียงเพื่อสืบหาความจริงว่า ในสถานการณ์จริง วันนั้นเกิดอะไรขึ้น? ใครเป็นคนสั่งการ? นโยบายเปลี่ยนจากจุด A ไปจุด B เพราะข้อมูลชุดไหน? เอกสารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical evidence) ที่จับต้องได้ แทนการไปนั่งสัมภาษณ์ผู้นำประเทศ หรือคณะ ศบค.

ผลการวิจัย เช่น ได้ลำดับเหตุการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ

Non-Empirical Method
วิธีวิจัย: ผู้วิจัยเปิดอ่านเอกสารคำประกาศนโยบาย แต่ไม่ต้องสนใจสืบหาว่าใครสั่ง หรือวันนั้นเกิดอะไรขึ้นจริงในภาคสนาม

การวิเคราะห์: ผู้วิจัยจะดึงฐานคิดทางจริยศาสตร์ปัญญา (ethical framework) ออกมาจากตัวบท เช่น รัฐบาลระบุว่า จำเป็นต้องล็อกดาวน์เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แม้จะมีคนตกงาน ผู้วิจัยจะนำข้อความนี้ไปถกเถียงกับทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เปรียบเทียบกับ จริยศาสตร์แนวหน้าที่ (Deontology) เพื่อชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างตรรกะของรัฐมีความลักลั่นและละเลยสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างไร

ผลการวิจัย เช่น ได้ข้อวิพากษ์เชิงปรัชญาการเมืองต่ออำนาจรัฐในภาวะวิกฤต

2. Document Analysis เป็นระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical) เนื่องจากปฏิบัติต่อเอกสารในฐานะหลักฐาน/วัตถุพยานทางประวัติศาสตร์หรือสังคม (social/historical artifacts) เพื่อสืบสาวกลับไปหาข้อเท็จจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตและปัจจุบัน ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Source Criticism (การวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนอย่างเคร่งครัด

1) External Criticism การวิพากษ์ภายนอก โดยตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเป็นของจริงหรือไม่ (authenticity) เช่น ตรวจสอบอายุของกระดาษ ลายมือชื่อ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นหลักฐานที่แท้จริงจากยุคสมัยนั้น

2) Internal Criticism การวิพากษ์ภายใน โดยตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเนื้อหา (credibility) เช่น ผู้เขียนน่าเชื่อถือเพียงใด มีอคติ (bias) หรือไม่ มีจุดประสงค์แอบแฝงทางการเมืองในขณะที่บันทึกเอกสารนั้นหรือไม่ อย่างไร

ในขณะที่ Non-Empirical ไม่สนใจว่า กระดาษเก่าแค่ไหน ผู้เขียนเอกสารนั้นจะมีอคติหรือไม่ แต่จะพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างทางปัญญา (intellectual structure) ของเนื้อหา

มิติเปรียบเทียบDocument Analysis (Qualitative Empirical)Non-Empirical Methods
สถานะของเอกสารหลักฐานพยาน (evidence/artifact)
สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกภายนอก (real world)
ชุดความคิด/ข้อเสนอ (proposition/argument)
สะท้อนตรรกะและเหตุผลในโลกของความคิด (world of ideas)
คำถามนำของวิจัย– เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น?
-นโยบายนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร?
– แนวคิดนี้มีความสมเหตุสมผลเชิงตรรกะไหม?
– ฐานคิดเบื้องหลังของเรื่องนี้คืออะไร?
กระบวนการประเมินเน้น ความน่าเชื่อถือของหลักฐาน
ตรวจสอบว่าเอกสารจริงหรือปลอม, ใครเขียน, เขียนเพื่ออะไร
เน้นความสมเหตุสมผลของข้ออ้าง
ตรวจสอบความขัดแย้งเชิงตรรกะ, น้ำหนักของเหตุผล
ผลลัพธ์ที่ได้ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์/สังคม
ที่ได้รับการยืนยันผ่านเอกสารหลายๆ แหล่ง
กรอบแนวคิดใหม่/ข้อวิพากษ์ใหม่
ที่ขยายพรมแดนทางทฤษฎีหรือปรัชญา

ตัวอย่างการวิจัย

“การศึกษารายงานการประชุมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560”

Document Analysis (Empirical) มองเอกสารเป็นหน้าต่างเพื่อมองทะลุผ่านไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม มีมิติของเวลา สถานที่ และบุคคลจริงเป็นตัวตั้ง

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะใช้รายงานการประชุมนี้ เพื่อสืบหาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้ร่าง หรือศึกษาว่าในวันนั้นมีกลุ่มการเมืองไหนกดดันผู้ร่างอย่างไรบ้าง มีใครเข้าประชุมบ้าง และข้อความในกฎหมายเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละร่าง

ผลการวิจัย เช่น คำอธิบาย ความเป็นไปและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกระบวนการร่างกฎหมาย

Non-Empirical Method มองเอกสารเป็นกระจกสะท้อนความคิดเพื่อขบคิดและถกเถียงกับระบบเหตุผลที่อยู่ในเอกสารนั้น

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะนำข้อความในรัฐธรรมนูญหรือข้อถกเถียงในรายงานมาวิเคราะห์ในเชิงปรัชญากฎหมาย (Philosophy of Law) เช่น การวิเคราะห์ว่า นิยามของคำว่า “สิทธิเสรีภาพ” ที่คณะผู้ร่างใช้ในรายงานฉบับนี้ ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบเสรีนิยม (Liberalism) หรือชุมชนนิยม (Communitarianism) และฐานคิดนี้ส่งผลให้เกิดความย้อนแย้งในการบังคับใช้กฎหมายในเชิงอุดมการณ์อย่างไรอย่างไรในแต่ละร่าง

ผลการวิจัย เช่น แนวคิดเบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญ

3. Content Analysis เป็นการวิจัยเชิงประจักษ์ในเชิงคุณภาพ (Qualitative Empirical) โดยมีแนวปฏิบัติต่อข้อความเหมือนเป็นวัตถุพยานภาคสนาม ที่ต้องนำมานับ มาแยกแยะ หรือจัดหมวดหมู่ตามระบบเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ใช้เครื่องมืออย่าง Coding Sheets, Inter-rater Reliability (การตรวจความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน) หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการช่วยตัดคำและจัดหมวดหมู่ ซึ่งแตกต่างจาก Non-Empirical ปฏิบัติต่อข้อความในฐานะคู่สนทนาทางปัญญาเพื่อวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลเชิงตรรกะหรือตีความนัยที่ซ่อนอยู่

มิติเปรียบเทียบContent Analysis (Qualitative Empirical)Non-Empirical Methods
เป้าหมายสูงสุดเพื่ออธิบายว่า “มีอะไร” อยู่ในตัวบท
หาแบบแผน รูปแบบ (patterns) หรือความถี่ของสิ่งที่ปรากฏชัดเจน
เพื่อวิเคราะห์ว่า คิดอย่างไร/สมเหตุสมผลหรือไม่
สำรวจความลึกซึ้ง โครงสร้างตรรกะ และเงื่อนไขเบื้องหลัง
ลักษณะของข้อมูลเป็นข้อมูลดิบ (raw data)
ที่ผู้ศึกษาต้องเข้าไปสกัด หรือถอดรหัสออกมา
เป็นสาระสำคัญ (substance)
ที่ผู้ศึกษาใช้รื้อสร้าง (deconstruct) หรือโต้แย้ง
กระบวนการวิเคราะห์สร้างรหัส (coding) และจัดหมวดหมู่ (thematic categorization) ตามเกณฑ์ที่ชัดเจนและทำซ้ำได้วิเคราะห์เชิงตรรกะ (logical argumentation) หรือตีความเชิงลึก (Hermeneutic Circle)
ความเป็นภววิสัย (Objectivity)ภววิสัย (Objectivity) มีกรอบการให้รหัส (coding scheme) ที่คนอื่นมาทำซ้ำแล้วต้องได้ผลใกล้เคียงกันอัตวิสัยที่มีหลักเกณฑ์ (disciplined subjectivity) เน้นความสอดคล้องและน้ำหนักของข้อโต้แย้ง

ตัวอย่างการวิจัย

“การศึกษาแบบเรียนวิชาสังคมศึกษาของไทย”

Content Analysis (Empirical) เป็นขอบเขตการสำรวจ ประจักษ์แจ้ง และวัดผลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏจริงในตัวบท
วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะนำแบบเรียนอย่างน้อย 10 เล่มมาเปิดดู แล้วกำหนดรหัส เช่น การกล่าวถึงสถาบัน, การกล่าวถึงหน้าที่พลเมือง, หรือการคำนวณจำนวนหน้า/จำนวนคำที่พูดถึงเรื่อง สิทธิเสรีภาพ เทียบกับ หน้าที่

ผลการวิจัย เช่น แบบเรียนไทยเน้นเรื่องหน้าที่มากกว่าสิทธิ คิดเป็นสัดส่วน 70:30 และมีคำว่า “ระเบียบวินัย” ปรากฏเฉลี่ย 15 ครั้งต่อเล่ม

Non-Empirical Method เน้นการถกเถียงทางความคิด (intellectual argumentation) กับแนวคิดที่อยู่ในตัวบทนั้น ผ่าน Critical Discourse / Philosophical Analysis

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะเลือกอ่านบทนิยามของคำว่า “ความเป็นพลเมืองที่ดี” ในแบบเรียนนั้นอย่างละเอียด แล้วรื้อสร้างว่า แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนฐานปรัชญาการเมืองแบบไหน เช่น เผด็จการอำนาจนิยม หรืออรรถประโยชน์นิยม มีความขัดแย้งเชิงตรรกะในตัวเองอย่างไร และมันส่งผลต่อการจำกัดกรอบความคิดของเด็กอย่างไร

ผลการวิจัย เช่น การเสนอข้อโต้แย้งว่า แนวคิดพลเมืองในแบบเรียนไทยมีลักษณะโครงสร้างตรรกะที่ขัดกันเอง ระหว่างการส่งเสริมประชาธิปไตยและการปลูกฝังการยอมรับอำนาจนิยมแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์

โดยสรุป การวิจัยที่มีตัวบทและเอกสารเหมือนกัน แต่ empirical จะเป็นการวิจัยเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์บนโลกมนุษย์ ส่วน Non-Empirical Method ทำงานเพื่อให้ได้ความจริงแท้และความสมเหตุสมผลในโลกแห่งอุดมคติและปัญญา

ตารางที่ 2 เกณฑ์คุณภาพของ Empirical และ Non-Empirical Method

เกณฑ์การประเมินงานวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical)งานวิจัยไม่ประจักษ์ (Non-Empirical)
ความน่าเชื่อถือความเที่ยงตรง (Validity) & ความเชื่อมั่น (Reliability)ความสอดคล้องเชิงตรรกะ (logical consistency) & ความลุ่มลึกของการตีความ (interpretive rigor)
แหล่งข้อมูลประชากร, กลุ่มตัวอย่าง, เครื่องมือวัดตัวบท (Texts), วรรณกรรมชั้นต้น (Primary Sources), คลังข้อมูล (Corpus)
วิธีการตรวจสอบTriangulation, การทดสอบทางสถิติInternal Coherence (การตรวจสอบความขัดแย้งในตัวเองของข้ออ้าง) & Peer Review ทางความคิด

ตัวอย่างการวิจัยที่ 1 เรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะนโยบายพัฒนาประเทศ”

ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้วิธีวิจัยแบบใดก็ได้ตามสาขาวิชาและเทคนิคจำเพาะ

Non-Empirical Method
เป้าหมาย: วิเคราะห์ฐานคิดเชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) ญาณวิทยา (Epistemology) และคุณวิทยา (Axiology) ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งตรวจสอบว่าระบบคิดนี้มีความสอดคล้องเชิงตรรกะและมีน้ำหนักมากพอที่จะเป็นทางเลือกใหม่แทนทฤษฎีการพัฒนาแบบตะวันตกหรือไม่

คำถามวิจัย (Research Question): ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตั้งอยู่บนฐานคิดสัจนิยมแบบใด มีความสอดคล้องเชิงตรรกะอย่างไรเมื่อนำมานิยามความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีความขัดแย้งในตัวเองหรือไม่เมื่อต้องทำงานร่วมกับระบบทุนนิยมระดับโลก?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะทำ Conceptual Analysis โดยนำคำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน, ความรู้, คุณธรรม) มาจำแนกและถกเถึยงทางปัญญากับทฤษฎีการพัฒนาทางเลือกอื่น ๆ เช่น ทฤษฎีการลดขยายทางเศรษฐกิจ (Degrowth Theory) หรือปรัชญาสิ่งแวดล้อมแนวลึก (Deep Ecology) เพื่อทดสอบด้วย Thought Experiment ว่าหากระบบเศรษฐกิจล่มสลาย ตรรกะของเศรษฐกิจพอเพียงจะยังคงทำงานได้จริงในทางอุดมคติหรือไม่

ผลการวิจัย เช่น การรื้อสร้างและจัดระเบียบโครงสร้างทางปัญญา (intellectual architecture) ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะทฤษฎีปรัชญาการพัฒนาบริสุทธิ์

Document Research
เป้าหมาย: ใช้เอกสารของรัฐและบันทึกต่างๆ เป็นวัตถุพยานเชิงประจักษ์ เพื่อสืบหาร่องรอย ปัจจัย และลำดับเหตุการณ์ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถูกยกระดับจากหลักคิดไปสู่การเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติในโลกความเป็นจริงได้อย่างไร

คำถามวิจัย (Research Question): วิวัฒนาการและกระบวนการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่นโยบายสาธารณะในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ถึงฉบับปัจจุบัน มีกลุ่มผลประโยชน์ ปัจจัยทางการเมือง หรือวิกฤตเศรษฐกิจใดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะทำการรวบรวมเอกสารทางประวัติศาสตร์ เช่น รายงานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ร่างกฎหมายงบครองชีพ, บันทึกการอภิปรายในสภา แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำการร้อยเรียงและเปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ (historical-policy mapping) เพื่อสืบหาความจริงว่า ตัวนโยบายถูกปรับเปลี่ยนข้อความและทิศทางไปอย่างไรภายใต้รัฐบาลแต่ละยุคสมัย

ผลการวิจัย เช่น รายงานการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์นโยบาย (policy chronology report) ที่แสดงภาพสะท้อนพฤติกรรมและการตัดสินใจจริงของรัฐในการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนประเทศ

Document Analysis
เป้าหมาย: วิเคราะห์ที่มา ความน่าเชื่อถือ และบริบทแวดล้อมของเอกสารนโยบายที่ประกาศใช้ เพื่อประเมินเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้เขียนเอกสารชิ้นนั้นๆ

คำถามวิจัย (Research Question): เอกสารแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความสมบูรณ์เชิงโครงสร้างนโยบายอย่างไร และสะท้อนอคติหรือเจตนารมณ์แอบแฝงทางการเมืองของผู้เขียนภายใต้บริบทการเปลี่ยนผ่านอำนาจหรือไม่?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะใช้เครื่องมือ Source Criticism เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเชิงกฎหมายและสังคมของเอกสาร 1) External Criticism ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของตัวประกาศ สำนักพิมพ์ ความเป็นทางการของเอกสาร และ 2) Internal Criticism วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของคณะผู้เขียนยุทธศาสตร์ เช่น สภาพัฒน์ฯ หรือคณะอนุกรรมการฯ ตรวจสอบว่ามีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ และข้อความในแผนนี้ขัดแย้งกับพันธกรณีระหว่างประเทศหรือกฎหมายการค้าเสรีที่ไทยเคยลงนามไว้หรือไม่

ผลการวิจัย เช่น รายงานประเมินความสมบูรณ์และข้อจำกัด (critical assessment) ของตัวเอกสารยุทธศาสตร์ เพื่อดูความสอดคล้องเชิงกฎหมายและอุดมการณ์รัฐ

Content Analysis
เป้าหมาย: ปฏิบัติต่อข้อความในเอกสารนโยบายและโครงการต่าง ๆ เหมือนเป็นข้อมูลภาคสนาม เพื่อวัดน้ำหนักและการกระจายตัวขององค์ประกอบเชิงประจักษ์ว่ารัฐให้น้ำหนักกับเรื่องใดมากที่สุด

คำถามวิจัย (Research Question): เมื่อจำแนกตามโครงสร้าง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เอกสารงบประมาณแผ่นดินที่ระบุว่าตอบสนองต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้น้ำหนัก (ความถี่และการจัดสรรทุน) ไปที่องค์ประกอบใดมากที่สุดระหว่างความมีเหตุผลกับเงื่อนไขคุณธรรม?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะรวบรวมเล่มเอกสารงบประมาณแผ่นดินและโครงการพัฒนาชนบทจำนวนหลายพันหน้า นำเข้าโปรแกรมคำนวณข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น NVivo กำหนด Coding Scheme (รหัส A = พอประมาณ, รหัส B = ภูมิคุ้มกัน, รหัส C = คุณธรรม ฯลฯ) จากนั้นทำการสแกนตรวจสอบความถี่ ค้นหากลุ่มคำ (word co-occurrence) เพื่อสกัดเป็น theme ออกมาเป็นตัวเลขและสถิติ

ผลการวิจัย เช่น แผนภูมิและตารางสถิติที่ระบุว่า นโยบายพัฒนาระดับท้องถิ่นเน้นการสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การออม การทำประกันพืชผล ถึง 70% แต่เน้นเงื่อนไขคุณธรรมเพียง 10% โดยคำว่า ความเสี่ยงปรากฏบ่อยที่สุดในเอกสารนโยบายปีล่าสุด

ตัวอย่างการวิจัยที่ 2 เรื่อง “นโยบายการศึกษาที่เน้นการศึกษาฐานสมรรถนะและการมีงานทำ”

ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้วิธีวิจัยแบบใดก็ได้ตามสาขาวิชาและเทคนิคจำเพาะ

Non-Empirical Method
เป้าหมาย: วิเคราะห์ฐานคิดทางปรัชญา โครงสร้างตรรกะ และความย้อนแย้งเชิงอุดมการณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวนโยบาย โดยไม่สนใจว่าในทางปฏิบัติจริงโรงเรียนจะทำได้หรือไม่

การตั้งคำถามวิจัย (Research Question): นโยบายการศึกษาฐานสมรรถนะและการมีงานทำ ตั้งอยู่บนฐานคิดปรัชญาการศึกษาแบบใด และมีความย้อนแย้งเชิงตรรกะอย่างไรในการนิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะนำตัวบทร่างนโยบายมาทำ Conceptual Analysis (วิเคราะห์แนวคิด) โดยผ่าตัดคำว่า “สมรรถนะ” และ “การมีงานทำ” ไปปะทะสังสรรค์กับทฤษฎีปรัชญาการเมืองและการศึกษา เช่น ทฤษฎทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) และ ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism) เพื่อชี้ให้เห็นว่านโยบายนี้กำลังมองมนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองตอบสนองตลาดทุน หรือไม่ และสิ่งนั้นขัดแย้งในตัวเองอย่างไรกับเป้าหมายการศึกษาที่บอกว่าต้องการให้มนุษย์มีเสรีภาพ

ผลการวิจัย เช่น ข้อวิพากษ์เชิงปรัชญาการศึกษาและกรอบแนวคิดใหม่ (new conceptual framework) ที่เสนอแนะว่านโยบายการศึกษาควรปรับสมดุลระหว่างสมรรถนะทางอาชีพกับคุณค่าทางจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างไร

Document Research
เป้าหมาย: ใช้เอกสารเป็นวัตถุพยานเชิงประจักษ์เพื่อสืบหาร่องรอย ข้อเท็จจริง และลำดับเหตุการณ์ว่า นโยบายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโลกความจริง

การตั้งคำถามวิจัย (Research Question): กระบวนการขับเคลื่อนและพัฒนาการของนโยบายการศึกษาฐานสมรรถนะของไทย ตั้งแต่พ.ศ. 2563 – 2569 มีปัจจัยเชิงโครงสร้างและกลุ่มผลประโยชน์ใดบ้างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัย (นักสืบประวัติศาสตร์) รวบรวมเอกสารทุกชิ้นที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ร่างกฎหมายฉบับแก้ไข, บันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงศึกษากับสภาอุตสาหกรรม แล้วนำมาร้อยเรียงลำดับเวลา (Chronology) เพื่อดูว่าในโลกความเป็นจริง วันที่มีการเปลี่ยนผ่านนโยบาย เกิดอะไรขึ้นบ้าง นโยบายถูกบิดเบือนหรือปรับเปลี่ยนไปด้วยอิทธิพลของใคร

ผลการวิจัย เช่น รายงานกึ่งประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ (historical-policy report) ที่แสดงให้เห็นไทม์ไลน์ (time line) ปัจจัยความสำเร็จ หรืออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการคลอดนโยบายนี้

Document Analysis
เป้าหมาย: เจาะลึกไปที่ตัวเอกสารนโยบายโดยตรง เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ บริบทของผู้เขียน และ เจตนารมณ์ที่แท้จริง (intentionality) ของเอกสารชิ้นนั้นๆ

การตั้งคำถามวิจัย (Research Question): เอกสารแผนยุทธศาสตร์การศึกษาฐานสมรรถนะสู่การมีงานทำ มีความสมบูรณ์ ความน่าเชื่อถือ และสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้เขียนอย่างไรภายใต้บริบททางการเมืองร่วมสมัย?

วิธีวิจัย : ผู้วิจัยจะใช้เทคนิค Source Criticism ตามลำดับ ได้แก่ External Criticism ตรวจสอบว่าเอกสารนี้เป็นฉบับจริง ลายเซ็นถูกต้อง ประกาศใช้เป็นทางการโดยใคร และ Internal Criticism ตรวจสอบว่าผู้ร่าง เช่น คณะอนุกรรมการฯ มีความเชี่ยวชาญจริงไหม มีอคติ หรือส่วนได้ส่วนเสียกับกลุ่มทุนการศึกษาหรือไม่ และข้อความในเอกสารชิ้นนี้ขัดแย้งกับเอกสารระดับชาติฉบับอื่น เช่น รัฐธรรมนูญ หรือแผนชาติ หรือไม่

ผลการวิจัย เช่น ผลการประเมินความเที่ยงตรง (Validity) และความสอดคล้องเชิงนโยบาย (Policy Alignment) เพื่อยืนยันว่าเอกสารนโยบายชิ้นนี้มีความชอบธรรมทางกฎหมายและสังคมมากน้อยเพียงใด

Content Analysis
เป้าหมาย: ปฏิบัติต่อข้อความในนโยบายเหมือนเป็นข้อมูลดิบภาคสนาม นำมาถอดรหัส (coding) และจัดกลุ่ม เพื่อดูว่านโยบายนี้ให้น้ำหนักกับเรื่องอะไรมากที่สุดในเชิงประจักษ์

การตั้งคำถามวิจัย (Research Question): แบบแผนความถี่ (patterns) ของสมรรถนะที่ปรากฏในคู่มือการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เอนเอียงไปทางทักษะทางเทคนิค (hard skills) หรือทักษะทางสังคม (soft skills) มากกว่ากัน?

วิธีวิจัย: ผู้วิจัยจะนำเอกสารหลักสูตรจำนวน 500 หน้า เข้าโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น NVivo แล้วสร้าง Coding Scheme (กรอบการให้รหัส) เช่น รหัส A = ทักษะดิจิทัล, รหัส B = คุณธรรมจริยธรรม, รหัส C = การคิดวิเคราะห์ จากนั้นผู้วิจัยจะไล่อ่านและทำรหัสทุกหน้า เพื่อคำนวณสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ความถี่ของคำที่ปรากฏ

ผลการวิจัย เช่น แผนภูมิ หมวดหมู่ทฤษฎี (themes) หรือตารางสถิติที่ระบุชัดเจนว่า นโยบายนี้เน้นสมรรถนะด้านเทคนิค 65% และเน้นด้านคุณธรรมเพียง 35% โดยคำว่า ผู้ประกอบการปรากฏบ่อยที่สุดถึง 120 ครั้ง

สรุป

การทำวิจัยในหัวข้อใด ๆ การเลือกวิธีวิจัยขึ้นอยู่กับว่าผู้วิจัยว่าต้องการได้คำตอบแบบใด หากต้องการคำตอบเชิงปรัชญา/ข้อวิจารณ์เชิงระบบ ควรเลือก Non-Empirical เพื่อผลลัพธ์เป็นคุณค่าและการตีความความหมาย, หากต้องการทราบเบื้องหลัง/เบื้องลึกเชิงประวัติศาสตร์จริง ให้เลือก Document Research เพื่อผลลัพธ์เป็นประวัติศาสตร์และการกระทำ และทราบว่ามีปัจจัยอะไรในประวัติศาสตร์หนุนหลัง, หากต้องการตรวจสอบความถูกต้องของการตีความเจตนารมณ์ ควรเลือก Document Analysis เพื่อผลลัพธ์เป็นเจตนารมณ์และความชอบธรรม และหากต้องการทราบสถิติ/สัดส่วน/แนวโน้มที่เป็นระบบจากข้อความ ให้เลือก Content Analysis เพื่อผลลัพธ์เป็นสัดส่วนและโมเดลเชิงประจักษ์

Leave a comment