ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผ่านกรอบภววิทยาและญาณวิทยาเกี่ยวกับการเรียนรู้และการลอกเลียน ด้วยแนวคิดปรัชญากรีกโบราณสำนักอีเลีย โดยเฉพาะแนวคิดของ Parmenides และ Zeno of Elea เพื่อเน้นความสำคัญของการสร้างเส้นทางชีวิตด้วยตนเองและการไม่ยึดติดกับแบบแผนของคนรุ่นก่อน แต่ภายใต้ปรัชญาสำนักอีเลีย จะพบว่าประเด็นสำคัญว่า มิได้อยู่ที่ความใหม่ หรือความแตกต่างของวิธี หากแต่อยู่ที่การเข้าถึงความเป็นจริง (Being) ซึ่งดำรงอยู่อย่างเป็นหนึ่งเดียวและไม่เปลี่ยนแปลง ผลการวิเคราะห์เสนอว่า การสร้างสรรค์ที่แท้จริงมิใช่การประดิษฐ์ความจริงใหม่ หากเป็นการเปิดเผยความจริงเดิมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสนอแนวคิดจริยศาสตร์แห่งการเปิดเผยความจริง (Ethics of Ontological Disclosure) ซึ่งถือว่าคุณค่าของการเรียนรู้มิได้วัดจากความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ แต่จากความสามารถในการดำรงอยู่ร่วมกับความจริง

คำสำคัญ: สำนักอีเลีย, การเรียนรู้, การสร้างสรรค์, ภววิทยา, ญาณวิทยา

บทนำ

ผู้ที่เรียนรู้จากครูด้วยเหตุผล ย่อมได้รับอิสรภาพ
แต่ผู้ที่ลอกเลียนครูโดยไม่เข้าถึงความจริง ย่อมกลายเป็นเชลยของความคิดเห็น

อุดมคติของการศึกษาในฐานะกระบวนการปลดปล่อยปัญญา มิใช่การถ่ายทอดข้อมูลอย่างเป็นกลไกผ่านการบรรยาย การเชื่อฟังคำสอนหรือการทำตามคำสอน ความคิดดังกล่าวปรากฏอย่างแพร่หลายในปรัชญาการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งให้คุณค่าแก่ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (self-directed learning) และการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผ่านกรอบคิดของปรัชญากรีกสำนักอีเลีย อุดมคติเช่นนี้ยังมีสมมติฐานบางประการที่ควรได้รับการตรวจสอบ กล่าวคือ ความเชื่อว่าการสร้างเส้นทางใหม่ย่อมนำไปสู่ความก้าวหน้าเสมอนั้น เราอาจตั้งคำถามในระดับที่ลึกกว่านั้นว่า

“สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ เป็นความจริงจริงหรือ?”

คำถามนี้ทำให้ประเด็นเรื่องการเรียนรู้เปลี่ยนจากการสร้างความรู้ใหม่ ไปสู่การแสวงหาความจริงอันเป็นนิรันดร์

สำนักอีเลียกับภววิทยาของความจริง

หัวใจของปรัชญาสำนักอีเลียอยู่ที่คำประกาศของปาร์เมนิเดส (Parmenides) ว่า

“สิ่งที่มีอยู่ ย่อมมีอยู่ และสิ่งที่ไม่มีอยู่ ย่อมไม่มีอยู่”

ข้อความนี้มิใช่เพียงข้อเสนอเชิงตรรกะ หากเป็นรากฐานของภววิทยาทั้งระบบ โดยมองว่า Being มีลักษณะสำคัญสี่ประการ ได้แก่ เป็นหนึ่งเดียว (unity) ไม่เกิดไม่ดับ (ungenerated and imperishable) ไม่เปลี่ยนแปลง (immutable) และไม่แบ่งแยก (indivisible)

ในขณะที่โลกซึ่งมนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสกลับเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การเกิด การดับ และความหลากหลาย ซึ่งปาร์เมนิเดสเรียกว่าโลกแห่งความคิดเห็น (Doxa) ดังนั้น ความรู้ที่แท้จึงมิใช่การสะสมข้อมูล หากเป็นการละทิ้งความคิดเห็นเพื่อเข้าสู่ความจริงที่ถูกเปิดเผย (Aletheia)

การเรียนรู้กับการลอกเลียน

สำนักอีเลียมิได้เริ่มต้นความคิดจากคำถามว่า ใครถูก แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้น คือ สิ่งใดคือความจริง (ฺBeing) และสิ่งใดเป็นเพียงความเห็น (Doxa) ดังนั้น การจะเรียนรู้หรือการจะสร้างสรรค์จึงมิใช่ประเด็นหลัก หากประเด็นที่สำคัญกว่าคือ การที่ผู้เรียนเข้าถึงความจริงหรือไม่ หากพิจารณาจากปรัชญาอีเลียมนุษย์ส่วนใหญ่ดำรงอยู่ภายใต้โลกของความคิดเห็น ผู้คนมิได้เห็นความจริงโดยตรง หากแต่เห็นเพียงเงาของความจริงผ่านภาษา ประเพณี อำนาจ และความเคยชิน ดังนั้น การลอกเลียนแบบจึงเป็นเพียงการเลียนแบบความคิดเห็นของผู้อื่นมิใช่การเข้าถึงความจริง เมื่อบุคคลคัดลอกวิธีคิดของครูโดยไม่เข้าใจเหตุผล เขามิได้เข้าใกล้ความจริง หากแต่ยิ่งห่างออกไป เพราะเขากำลังแทนที่การแสวงหาความจริงด้วยการยึดติดรูปแบบ

สำนักอีเลียสามารถยอมรับว่า การลอกเลียนมิใช่ปัญหาเพราะขาดความคิดสร้างสรรค์ หากเป็นปัญหาเพราะผู้ลอกเลียนหยุดอยู่กับรูปแบบ (Form of Appearance) แทนที่จะเข้าถึงความจริง กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลอกเลียนคือ การรับเอาโลกของความคิดเห็นของผู้อื่นมาเป็นโลกแห่งความคิดเห็นของตนเอง บุคคลจึงมิได้เข้าใกล้ความจริงแม้แต่น้อย เขาเพียงเปลี่ยนจากการหลงผิดของตน ไปสู่การหลงผิดของผู้อื่น ในแง่นี้ก็คือ เขาจะดำรงอยู่โดยไม่เคยสัมผัสความจริงของการมีอยู่เลย และย่อมเป็นผู้ที่ตายแล้วทางปัญญา

วิพากษ์แนวคิด การสร้างวิธีคิดของตนเอง

แม้ว่าโลกปัจจุบันมักกล่าวว่า จงสร้างเส้นทางของตนเอง และปรัชญาการศึกษาสมัยใหม่ก็ส่งเสริมความเป็นอิสระทางความคิด แต่ถ้าวิธีคิดใหม่นั้นพาเราออกห่างจากความจริงแล้ว เหตุใดจึงเรียกว่าความก้าวหน้า? คำถามนนี้เมื่อมองผ่านแนวคิดสำนักอีเลียก็จะนำไปสู่สมมติฐานอีกข้อหนึ่งคือ เส้นทาง/วิธีคิดสามารถถูกสร้างขึ้นได้จริงหรือ? หากความจริงเป็นหนึ่งเดียว ความจริงย่อมไม่อาจมีหลายแบบ ดังนั้น เส้นทาง/วิธีคิดที่แตกต่างกันจึงมิใช่ความจริงหลายสาย แต่เป็นเพียงระดับของการเข้าใกล้หรือห่างไกลจากความจริง ปาร์เมนิเดสมิได้เชื่อว่ามนุษย์สร้างความจริงขึ้นใหม่ได้ สิ่งที่มนุษย์ทำได้ คือ เปิดเผยความจริงเดิม ซึ่งมีอยู่ก่อนมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น การสร้างสรรค์ที่แท้ มิใช่การผลิตความจริงใหม่ แต่คือการขจัดม่านแห่งความคิดเห็นออกไปทีละชั้น

การไม่ลอกเลียนอาจารย์

ชีวิตของเซโน (Zeno) เป็นตัวอย่างสำคัญของการเรียนรู้ในความหมายของสำนักอีเลีย แม้เขาจะเป็นศิษย์ของปาร์เมนิเดส เขาไม่ปฏิเสธอาจารย์ แต่เขาก็ไม่เคยคัดลอกวิธีการของอาจารย์ เขาใช้วิธีใหม่ทั้งหมด ปาร์เมนิเดสใช้บทกวีเชิงอภิปรัชญาเพื่อพิสูจน์ภววิทยา ส่วนเซโนใช้ตรรกะและปฏิทรรศน์ (paradox) วิธีการของทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เป้าหมายกลับเหมือนกันคือ การเปิดเผยความจริงของความเป็นจริงนั้น กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การไม่ลอกเลียน มิใช่การปฏิเสธครู หากเป็นการซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ครูกำลังแสวงหา (ความจริง) มากกว่าซื่อสัตย์ต่อรูปแบบที่ครูใช้

ความใหม่มิใช่คุณค่าทางปรัชญา

โลกสมัยใหม่มักถือว่า ความใหม่เท่ากับความก้าวหน้า แต่แนวคิดสำนักอีเลียย่อมจะแย้งว่า การสร้างสิ่งใหม่มิใช่หลักประกันของความจริง มนุษย์สามารถสร้างความหลงผิดใหม่ ๆ ได้ทุกวัน มนุษย์สามารถสร้างทฤษฎีใหม่ ศาสนาใหม่ อุดมการณ์ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ได้ไม่รู้จบ แต่สิ่งเหล่านี้อาจยังเป็นเพียงโลกของความคิดเห็น ดังนั้น เกณฑ์วัดคุณค่าของความคิดจึงไม่ควรเป็นความแปลกใหม่ แต่ควรเป็นระดับที่ความคิดนั้นเปิดเผยสาระได้มากเพียงใด นี่คือเกณฑ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

ความใหม่ในศาสนาในฐานะหนทาง มิใช่จุดหมาย

แนวคิดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่ต้องสร้างความใหม่กำลังมีบทบาทในวงการสอนของศาสนา แนวคิดสำนักอีเลียนั้นปฏิเสธประเพณี หรือครูบาอาจารย์ หากเป็นการทำความเข้าใจว่า ความจริงไม่ใช่สิ่งที่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยการลอกเลียนแบบ แต่ต้องถูกเปิดเผยแก่ผู้แสวงหาด้วยเหตุผลและการภาวนาของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง สำนักอีเลียจะเสนอว่า ศาสนาไม่ควรสร้างผู้เลียนแบบ แต่ควรสร้างผู้เปิดเผยความจริง หรือก็คือ การเปลี่ยนศาสนาจากระบบแห่งการท่องจำ ไปสู่ระบบแห่งการตื่นรู้

ปาร์เมนิเดสแบ่งหนทางแห่งความรู้ไว้สองสาย คือ หนทางแห่งความจริง (Way of Truth) และหนทางแห่งความเห็น (Way of Opinion) สิ่งที่น่าสนใจคือ ปาร์เมนิเดสไม่ได้บอกว่า จงเชื่อข้า แต่กล่าวว่า จงใช้เหตุผลเดินไปบนหนทางแห่งความจริง ดังนั้น หากนำมาใช้กับศาสนา ก็ย่อมต้องมองว่า ศาสดามิใช่ผู้ที่ต้องการให้มนุษย์เดินตามรอยเท้า แต่ต้องการให้มนุษย์เข้าถึงความจริงเดียวกัน

โลกของความคิดเห็น หมายถึง ความเห็น ความเชื่อ สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด ซึ่งมิใช่ความจริงแท้ หากศาสนาถูกลดรูปเหลือเพียงการท่องบทสวด เลียนแบบพิธีกรรม ทำตามประเพณี เชื่อเพราะครูบอก ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในโลกของความคิดเห็น มิใช่ความจริงแท้

ศาสดาแต่ละองค์มิใช่เจ้าของความจริง แต่เป็นผู้ชี้ไปยังความจริง ดังนั้น การยึดติดศาสดาอาจกลายเป็นการมองภาพท่านชี้ไปที่ดวงจันทร์ โดยเรามองไปที่นิ้ว และยึดติดกับนิ้วแทนที่จะมองดวงจันทร์

ครูแท้จริงมิใช่ผู้สร้างสาวก แต่เป็นผู้ทำให้สาวกไม่จำเป็นต้องพึ่งครูอีก เพราะได้เห็นความจริงแล้ว นี่คล้ายกับคำกล่าวของหลายศาสนา เช่น จงเป็นประทีปแก่ตนเอง อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ภายใน หรือ เต๋าที่กล่าวได้ไม่ใช่เต๋าถาวร ศาสดาทั้งหลายต่างไม่ได้ให้ตนเองเป็นเป้าหมาย แต่ให้ความจริงเป็นเป้าหมาย

การตีความใหม่คือหน้าที่ของทุกยุค เพื่อเปิดเผยความจริงเดิมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่สร้างความจริงใหม่ ปัญหาของศาสนาปัจจุบันจึงมิใช่มีคำสอนผิด แต่คือผู้คนหยุดแสวงหาความจริง แล้วหันมายึดติดกับรูปแบบของคำสอน เกิดการถกเถียง เน้นถูกผิดในเรื่องของพิธีกรรม นิกาย ภาษาในคัมภีร์ เครื่องแต่งกาย และประเพณีศาสนา ซึ่งต่างก็เป็นเพียงความวุ่นวายในโลกของความคิดเห็น ดังนั้น หากจะวัดผลของการศึกษาศาสนา ก็วัดได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงภายใน ไม่ใช่ด้วยปริมาณความจำหรือความเคร่งครัดต่อรูปแบบ

ข้อเสนอใหม่: จริยศาสตร์แห่งการเปิดเผยความจริง

จากการวิเคราะห์ข้างต้น มีประเด็นจริยศาสตร์ที่สำคัญอีกประการคือ การก้าวหน้านั้นต้องก้าวข้ามคนรุ่นก่อน ซึ่งสำนักอีเลียย่อมถามต่อว่า ก้าวข้ามในเรื่องใด หากหมายถึง ก้าวข้ามความผิดพลาดก็ย่อมควรทำ แต่หากหมายถึงก้าวข้ามความจริงก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครก้าวข้ามความจริงได้ แม้แต่นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ทำได้เพียงเข้าใจความจริงให้ชัดเจนขึ้น มิใช่สร้างความจริงใหม่ ดังนั้น ความก้าวหน้าที่แท้มิใช่การเหนือกว่าคนรุ่นก่อน แต่คือ การเห็นความจริงชัดกว่าที่คนรุ่นก่อนเคยเห็น กรอบคิดนี้ย่อมสามารถนำมาพัฒนาเป็นกรอบจริยศาสตร์ร่วมสมัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ได้ โดยเรียกว่า จริยศาสตร์แห่งการเปิดเผยความจริง หรือ Ethics of Ontological Disclosure ซึ่งมีหลักการสำคัญประกอบด้วย 4 ประการ

ประการแรก การเรียนรู้มิใช่การสะสมความรู้ แต่คือการลดอคติที่บดบังสาระ

ประการที่สอง การสร้างสรรค์มิใช่การสร้างสิ่งใหม่ แต่คือการเปิดเผยสิ่งจริง

ประการที่สาม การเคารพครู คำสอนเก่า วัฒนธรรม มิใช่ด้วยการลอกเลียน แต่คือการร่วมเดินบนเส้นทางแห่งการแสวงหาความจริง

ประการที่สี่ ความก้าวหน้าทางปัญญาไม่ใช่การเอาชนะคนรุ่นก่อน แต่คือการเข้าใจความเป็นจริงอย่างลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็น

ในกรอบจริยศาสตร์นี้ ผู้ที่เรียนรู้ย่อมไม่ใช่ผู้ที่จดจำคำสอนของครูได้มากที่สุด แต่คือผู้ที่ใช้คำสอนนั้นเป็นสะพานข้ามไปสู่ความจริงด้วยตนเอง ส่วนผู้ที่ลอกเลียนก็มิได้ตายเพราะความไม่รู้ หากตายเพราะหยุดแสวงหาความจริงเมื่อได้ครอบครองเพียงรูปแบบของมัน

สรุป

จากการวิเคราะห์อุดมคติในการเรียนรู้ผ่านมุมมองของสำนักอีเลีย การเรียนรู้มิใช่การแข่งขันเพื่อผลิตความแปลกใหม่ และการสร้างสรรค์ก็มิใช่การปฏิเสธอดีต หากเป็นกระบวนการเปิดเผยความจริงที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ความแตกต่างระหว่างผู้เรียนรู้ กับผู้ลอกเลียน จึงมิได้อยู่ที่จำนวนความคิดใหม่ที่สร้างขึ้น หากอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจากโลกแห่งความคิดเห็นไปสู่โลกแห่งความจริง การเรียนรู้ในยุคสมัยใหม่

ดังนั้น ผู้ที่เรียนรู้จะรอดพ้น ผู้ที่ลอกเลียนจะต้องตาย อาจได้รับการตีความใหม่ในกรอบของสำนักอีเลียว่า ผู้สร้างสรรค์ที่แท้มิใช่ผู้สร้างความแปลกใหม่ หากคือผู้สามารถเปิดเผยความจริงเดิมให้โลกเห็นได้ลึกกว่าเดิม การบุกเบิกเส้นทางของตนเอง หรือก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง จึงจะสามารถพัฒนาและก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง และในอนาคตถึงจะสามารถก้าวไปได้ไกลยิ่งกว่า

ในท้ายที่สุด เส้นทางที่แท้จริงมิใช่เส้นทางที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และมิใช่รอยเท้าที่มนุษย์เดินตามกัน หากเป็น การเปิดเผยความเป็นจริงผ่านการใช้เหตุผลอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นภารกิจร่วมของนักปรัชญาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดก่อนหรือหลังกันหลายพันปีก็ตาม

เอกสารอ้างอิง

Barnes, J. (1982). The Presocratic philosophers (Rev. ed.). Routledge.

Curd, P. (2015). A Presocratics reader: Selected fragments and testimonia (2nd ed.). Hackett Publishing.

Graham, D. W. (2019). Explaining the cosmos: The Ionian tradition of scientific philosophy. Princeton University Press.

Palmer, J. A. (2009). Parmenides and Presocratic philosophy. Oxford University Press.

Parmenides. (1998). The fragments of Parmenides (A. H. Coxon, Trans.). Van Gorcum.

Vlastos, G. (1995). Studies in Greek philosophy (Vol. 1). Princeton University Press.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018