Campanella, Tommaso คัมประเนลลาผู้แยกศาสนาออกจากปรัชญา

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ตอมมาโซ คัมปาเนลลา (TommasoCampanella 1568-1639) เป็นชาวอิตาเลียน จัดอยู่ในกลุ่มผู้แสวงหากฎของเอกภพด้วย เกิดในชนบท ตำบลสตีโล(Stilo) แห่งแคว้นคะลาเบรีย (Calabria) จากครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน คัมปาเนลลาชอบเรียน จึงสมัครเข้าถือพรตในคณะโดมีนิเคิน และได้เรียนอย่างเต็มที่สมใจอยาก โดยได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งเนเพิล ซึ่งขณะนั้นยกย่องคำสอนของแอเริสทาเทิลตามอรรถาธิบาย ของอไควเนิส แต่คัมปาเนลลาไม่ชอบ กลับไปชอบความคิดของเตเลสิโอ จึงช่วยเตเลสิโอคัดค้านแอเริสทาเทิลและสนับสนุนความรู้โดยประสบการณ์ เขียนหนังสือชื่อว่า ปรัชญาพิสูจน์ด้วยผัสสะ (ลต.Philosophiasensibusdemonstrata, 1591= Philosophy Proved by Senses) เข้าสมาคมของยัมบัตติสตาแห่งปอร์ตา (GiambattistadellaPorta) ซึ่งสนใจแสวงหากฎของเอกภพด้วยการทดลองและไสยศาสตร์ร่วมกัน ในที่สุดก็ถูกกล่าวหาว่าถือนอกรีต ถูกควบคุมตัวในอารามในปี ค.ศ.1592 ผู้ควบคุมเห็นว่าที่เนเพิล คัมปาเนลลามีพรรคพวกและผู้เลื่อมใสมาก ในปีต่อมาจึงถูกส่งตัวไปควบคุมในอารามโดมีนิเคินแห่งปาดัว เป็นโอกาสให้คัมปาเนลลาได้รู้จักเป็นส่วนตัวกับกาลิเลโอและรู้สึกเลื่อมใส จึงสนับสนุนและเขียนหนังสือหลายเล่มเสนอความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งต่อความคิดของกาลิเลโอ สาระสำคัญก็คือพยายามอธิบายรหัสธรรมทั้งหลายของคริสตศาสนาด้วยประสบการณ์ตามธรรมชาติเท่านั้น ถูกสอบสวนอีกหลายครั้ง ถูกส่งไปเก็บตัวในอารามของคณะที่คะลาเบรียในปี ค.ศ.1598 แต่ก็ยังคงยึดมั่นอยู่ในความคิดเดิมโดยเผยแพร่ทั้งพูดและเขียน ในที่สุดก็ถูกลงโทษจำคุกในเรือนจำแห่งเมืองเนเพิลเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 1602

สมัยนั้นศาสนาและบ้านเมืองร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อควบคุมความคิดมิให้นอกรีต คือให้คิดได้ ถกปัญหาได้ แต่ห้ามมิให้นอกรีต คัมปาเน็ลลาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ไม่ถูกเผาไฟก็บุญแล้วในระยะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น แต่ก็ถูกขังเพียงถึงปี 1626 ก็ได้รับอภัยโทษออกมา กลายเป็นคนโปรดของสันตะปาปาเออร์เบินที่ 8 (Urban VIII) ความสับสนอลหม่านเช่นนี้ ย่อมมีให้เห็นอยู่เป็นประจำในสังคมที่การเมืองไม่แน่นอนเช่นนั้น

โทษของคัมปาเนลลาไม่ใช่โทษทางอาญา จึงไม่ต้องทำงานหนัก เป็นโทษทางความคิด เรียกว่าถูกกักบริเวณจะถูกกว่า จึงมีเวลาว่างมาก อ่านเขียนได้ตามสบาย คุยหรือค้นคว้าวิชาการกับผู้มาเยี่ยมเยียนก็ได้ คัมปาเนลลาจึงใช้เวลาสอนและเขียนต่อไป เขียนหนังสือเล่มสำคัญชื่อ นครแห่งสุริยะ (ลต. Citta del Sole = The City of The Sun) เสร็จในปี ค.ศ.1602 ;หนังสืออภิปรัชญา 18 เล่มจบในปี ค.ศ.1623 ; หนังสือเทววิทยา 30 เล่มในปี 1624 ;อเทวนิยมพ่าย (ลต.AtheismusTriumphatus, 1607= Atheism Defeated) เพื่อพิสูจน์ข้อธรรมของคริสตศาสนาด้วยเหตุผล ; เรื่องฟื้นความจำ (ลต.Reminiscentur = Things Remembered) ชักชวนให้คริสตชนปฏิรูปตัวเองและสามัคคีกันไว้ ; เรื่องราชาธิปไตยแห่งสเปน (อต. La Monarchia di Spagna, 1601 = The Monarchy of Spain) เพื่อชักชวนให้กษัตริย์ทั้งหลายรวมตัวกันใต้บังคับบัญชาของสันตะปาปา; ปรัชญาเหตุผล (ลต. PhilosophiaRationalis, 1623 = Rational Philosophy)กล่าวถึงปรัชญาภาษา เหตุผล และความงาม ; ปรัชญาสัจนิยม (ลต. PhilosophiaRealis = Realist Philosophy)กล่าวถึงฟิสิคส์ จริยศาสตร์ การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ;แพทยศาสตร์(ลต. Medicina, 1613 = Medicine) ;โหราศาสตร์ (ลต. Astrologia, 1614 = Astrology) ;ชี้แจงกรณีกาลิเลโอ (ลต. Apologia pro Galileo, 1616 = Apology for Galileo) โดยชี้ให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์มีหน้าที่รับใช้พระคัมภีร์ ไม่ใช่เอาพระคัมภีร์มารับใช้วิทยาศาสตร์ กล่าวคือวิทยาศาสตร์ควรเป็นข้อมูลให้เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ ไม่ใช่เอาความหมายตามตัวอักษรของพระคัมภีร์มาชี้ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ข้อคิดนี้ของคัมปาเนลลานับว่าเฉียบแหลมมาก แต่ทว่าคนในสมัยนั้นไม่อาจเข้าใจได้ ด้วยหนังสือเล่มนี้ นับว่าคัมปาเนลลาได้เสนอ การแยกเนื้อหาศาสนาออกจากปรัชญา ให้เป็นอิสระต่อกัน แต่ช่วยเหลือกัน ส่วนวิทยาศาสตร์ยังไม่แยกออกจากปรัชญาจนถึงนิวเทินพบวิธีการวิทยาศาสตร์

ออกจากคุกแล้ว คัมปาเนลลาก็ได้เป็นนักวิชาการประจำตัวของสันตะปาปาเออร์เบินที่ 8 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1629 แต่ก็เกิดเรื่องอีกจนได้ คือ 4 ปี ต่อมาในปี ค.ศ.1633 กาลิเลโอถูกตัดสินว่าสอนผิด คณะลูกขุนโยงมาถึงคำสอนของคัมปาเนลลา เรื่องความหมายของพระคัมภีร์ด้วย คัมปาเนลลารู้ตัวจึงรีบหนีไปเสียก่อน ไปพึ่งกษัตริย์หลุยส์ที่ 13 แห่งประเทศฝรั่งเศสได้รับการต้อนรับอย่างดี คาร์ดินัลริเชอลีเออรับไว้เป็นที่ปรึกษา ได้รับการยกย่องในมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ว่าเป็นผู้รอบรู้ อยู่ในอารามนักบุญฮาเนอเรเทิส (Honoratus) ในกรุงปารีสจนถึงแก่มรณกรรม

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018