ethic of experimentation จริยธรรมของการทดลอง

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหา:

แต่เดิมคนไทยเราเคยเชื่อถือกันเสมอมาว่าเชื่อฟังผู้ใหญ่ไว้จะปลอดภัยกว่าจนมีสุภาษิตเปรียบเทียบให้เห็นจริงว่า “ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” แต่ในปัจจุบันกลับมีคำพังเพยกันตรงข้ามว่าผู้ใหญ่เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ใครอยากจะทันสมัยต้องทดลองให้รู้เอง เด็กจำนวนมากกล้าทดลองกับสิ่งที่แก้ไขได้ยาก เช่น ทดลองเสพเฮโรอีน ทดลองเสียตัวก่อนแต่งงาน จึงมีปัญหาที่น่าจะพิจารณากันสักหน่อยว่า จำเป็นต้องมีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจหรือไม่และอย่างไร

ข้อเท็จจริง:

การกระทำของสัตว์ถูกควบคุมโดยสัญชาตญาณ มนุษย์เราเมื่อเริ่มมีปัญญาก็ยังถูกครอบงำโดยความกลัว จึงหาทางดับความกลัวโดยปฏิบัติตามมาตรการอันได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี สุภาษิต และกฎหมาย ครั้นเมื่อมีปัญญามากขึ้นก็มีวิจารณญาณมั่นใจว่าสามารถเข้าใจได้ถึงเหตุผลของมาตรการความประพฤติ ถ้าหากว่ากฎเหล่านั้นอ้างข้อเท็จจริงสนับสนุน ก็อยากหาตัวอย่างเป็นการทดสอบ ถ้าหากไม่มีการอ้างข้อเท็จจริงสนับสนุน ก็ถือว่ามีสิทธิจะหาตัวอย่างมาทดสอบดูให้ได้ หากพบว่ามาตรการเดิมไม่มีประสิทธิภาพจริงก็จะหาทางปรับปรุงนี่เป็นท่าทีของมนุษย์เรา ในปัจจุบันเราจะทำเช่นนั้นได้ถูกต้องและปลอดภัย ก็โดยศึกษาให้รู้หลักการเสียก่อน

ท่าทีนวยุค เริ่มมีมาตั้งแต่มนุษย์เราเห็นคุณค่าของวิธีการวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันเราอยากทดสอบทุกอย่างด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ แม้แต่ในเรื่องศาสนาและศีลธรรม

แต่ท่าทีหลังนวยุคเตือนสติว่าขอให้มีการใช้วิธีการวิทยาศาสตร์คือ เมื่อทดสอบได้ความจริงที่น่าจะเป็น ซึ่งอาจจะมากน้อยแล้วแต่คุณภาพและปริมาณของข้อเท็จจริงอนุมานเกินไปว่าเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้แน่นอนแล้ว บางคนก็ถือตรงกันข้ามไปถึงฝั่งหลังนวยุคสุดขั้น คือ แม้มีหลักฐานยืนยันว่าจะเป็นเช่นนั้นมากกว่าของเดิมที่เชื่อถืออยู่ ก็ยังมีฑิฐิประณามว่าเป็นเพียงข้อคิดเห็นเลื่อนลอยอยู่นั่นเอง

นับว่าสุดโต่งทั้งสองฝ่าย ทางที่ถูกควรรับพิจารณาตามฐานะของหลักฐานที่มีอยู่

ท่าทีวิทยาศาสตร์จะใช้กับจริยศาสตร์ได้หรือไม่ จะได้หรือไม่ได้มนุษย์เราก็ใช้เรื่อยมาแล้วแต่โบราณกาล ถ้าไม่เชื่อลองสืบสาวดูประวัติของกฎศีลธรรมว่าจะเกิดขึ้นมาอย่างไร และมีวิวัฒนาการมาอย่างไร จะเห็นได้ว่ามีการปรับกฎศีลธรรมให้เข้ากับความต้องการของชีวิตอยู่ตลอดเวลา

ในสมัยโบราณปรับอย่างไม่รู้สำนึกและไร้หลักการ จึงบกพร่องและขลุกขลักอยู่มาก บางครั้งกฎศีลธรรมกลับให้ผลร้ายแก่ผู้ปฏิบัติเองหรือสังคมเสียด้วยซ้ำ เมื่อเราสำนึกถึงความจริงข้อนี้แล้วจะกระทำกันอย่างมีแบบแผน มีหลักการด้วยความสำนึกจะมิดีกว่าปล่อยให้เป็นไปเองตามยถากรรมหรือ

กฎวิทยาศาสตร์กับกฎจริยศาสตร์ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จุดหมาย กฎวิทยาศาสตร์มีจุดหมายตีความข้อเท็จจริงให้เป็นกฎเกณฑ์สำหรับเข้าใจประสบการณ์ใหม่ ๆ ต่อไป แต่กฎจริยศาสตร์มีจุดหมายแนะแนวความประพฤติของมนุษย์เพื่อให้สมกับความเป็นมนุษย์ เราจึงเรียกกฎ “จริยธรรม” วิธีการสำหรับได้มาซึ่งกฎวิทยาศาสตร์จึงไม่เหมือนกับวิธีการสำหรับได้มาซึ่งจริยธรรมนัก แต่ถ้าศึกษาจริยศาสตร์ในฐานะเป็นวิชาการหนึ่ง คือ ศึกษาเพื่อเข้าใจข้อเท็จจริงและตีความข้อเท็จจริงทางจริยะเท่าที่มีอยู่ มิได้มุ่งสรุปไปสู่หลักประกันทางจริยะ เราก็ใช้วิธีการเดียวกันกับวิธีการวิทยาศาสตร์นั่นเอง ส่วนนี้ได้ชื่อว่าวิทยาศาสตร์จริยะ ( Scientific ethics)

วิธีการวิทยาศาสตร์จริยะ เป็นวิธีการวิทยาศาสตร์สำหรับปรับปรุงจริยธรรมให้เหมาะสมขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยข้อเท็จจริงและประสบการณ์ที่มีขึ้นใหม่ ควรถือหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้

1) ผู้ปฏิบัติจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติที่มีมาแล้วในอดีตมิฉะนั้นจะเสียเวลาหรือเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี
2) จะต้องคาดได้ว่าน่าจะได้ผลคุ้มค่า
3) ถ้าเป็นการทดลองที่ฝ่าฝืนหลักเดิมที่มีอยู่ก็ยิ่งต้องมีเหตุผลหนักแน่นมาก ๆ เหตุผลส่วนตัวต้องไม่ยอมให้เกิดผลร้ายต่อส่วนรวม ยิ่งถ้าทดลองเพียงเพื่อความพอใจส่วนตัวแล้วก็ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง
4) จะต้องไม่ลบล้างพื้นฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและยังคงให้ผลดีอยู่
5) ไม่ควรเสี่ยงทดลองที่ไม่จำเป็น มีหลายอย่างเราอาจจะหาประสบการณ์หรือข้อมูลได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น การฆ่าตัวตาย การเสียตัว สงคราม เป็นต้น

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018