ethic and reason จริยธรรมกับเหตุผล

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ในเมื่อมนุษย์มีโอกาสจะสร้างความประเสริฐให้แก่ตัวเองเหนือธรรมชาติของเอกภพได้เช่นนี้ มาตรการจริยะจึงอยู่ที่การกระทำที่ทำให้มนุษย์ประเสริฐขึ้น มนุษย์จะประเสริฐได้จริงด้วยการปรับปรุงการใช้เหตุผลหรือสมรรถภาพของอีโกว์ (ego) ให้สูงขึ้นเรื่อยไป การใช้เหตุผลจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรู้โครงสร้างและความต้องการขององค์ประกอบของจิต เมื่อรู้แล้วก็ให้ยอมรับสภาพเสียโดยดี พร้อมทั้งหาวิธีตอบสนองให้เกิดผลดีที่สุดแก่ตัวเอง หากปฏิบัติได้เช่นนี้สภาพจิตใจของมนุษย์จะสูงขึ้นได้เรื่อยไป

ฟรอยด์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราได้ใช้วิธีนี้ทำให้จิตใจสูงขึ้นอยู่แล้วตามที่ปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์ หากแต่กระทำกันโดยไม่เข้าใจสาเหตุ บังเอิญถูกวิธีก็ได้ก้าวหน้า ถ้าไม่ถูกวิธีก็ไม่ก้าวหน้า ฟรอยด์อ้างว่าตนเองมีหน้าที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้องโดยเข้าใจสาเหตุเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับวิธีการที่ไม่ถูกต้องหรือที่บกพร่องอีกต่อไปหลักฐานการใช้วิธีนี้มีอาทิเช่น มนุษย์ดั้งเดิมถือว่าโรคจิตเป็นการกระทำของผี จึงมีการแก้ด้วยพิธีกรรมไล่ผี พิธีกรรมไล่ผีเป็นทางระบายความเครียดในอารมณ์ได้พอสมควร

ชาวกรีกถือว่าดนตรี การฟ้อนรำ พิธีกรรมในมหกรรมสมโภชเทพดายเออนายเสิส ( Dionysus ) และละครโศกนาฏกรรมสามารถชำระล้างและผ่านคลายประสาทโดยการระบายความคับแค้นที่คั่งค้างอยู่ในจิตใจได้อย่างมาก การเขียนบรรยายความรู้สึกลงเป็นลายลักษณ์อักษรและการปรึกษาจิตแพทย์ในปัจจุบันก็เป็นวิธีระบายความเครียดด้วยหลักการเดียวกัน แต่โดยใช้เทคนิคที่ทันสมัยขึ้น ที่ว่าเป็นเทคนิคที่ทันสมัยขึ้นก็เพราะว่าวิธีที่แล้ว ๆ มามุ่งระบายความคับแค้น โดยเจ้าตัวไม่ได้รับความกระจ่างเพื่อนำไปปรับปรุงตัวเองอย่างเข้าใจแนวทางที่ถูกต้อง

ฟรอยด์เห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดจะต้องให้ความกระจ่างและให้โอกาสระบายอารมณ์คั่งค้างออกมาได้อย่างเสรีแต่สังคมไม่ยอมรับการให้โอกาสเช่นนี้อย่างเสรี จึงจำเป็นต้องหาทางออกโดยการปรับปรุงให้สูงส่ง ( sublimation ) ตามวิธีที่สังคมยอมรับ แม้จะไม่ได้ผลดีสำหรับจิตใจมนุษย์อย่างเต็มที่แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีทางระบายออกเสียเลย

นักปรัชญากลุ่มพัฒนาปัญญา แนะนำให้คนเรารู้จักตัวเอง “จงรู้จักตัวเองของเจ้า” ( Know thyself ) ดังที่ซาคเครอทิส ( Socrates ) ได้แถลงไว้ ซาคเครอทิสถือว่าการรู้จักตัวเองเป็นคุณธรรมในตัว แต่ละกลุ่มถือว่าการรู้จักตัวเองเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยไป ความดีของมนุษย์มิใช่อยู่ที่มีความดีตามมาตรฐานแต่อยู่ที่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นดีขึ้นเรื่อยไป ใครไม่คิดจะก้าวหน้าก็นับว่าเลวอยู่แล้ว

นักปรัชญากลุ่มพัฒนาปัญญาก็สอนให้คนเดินตามธรรมชาติเช่นกัน แต่ให้เดินตามธรรมชาติฝ่ายสูงเท่านั้น เพราะธรรมชาติฝ่ายต่ำเลวในตัว ใช้เป็นมาตรการไม่ได้ กลุ่มนี้มีความคิดต่างกับกลุ่มเดินตามกฎของธรรมชาติตรงที่ว่า กลุ่มแรกคิดว่ามนุษย์ในส่วนรวมโดยเฉพาะปัญญาของมนุษย์มีสารัตถะตายตัวอยู่แล้ว เพียงแต่เราแต่ละคนไม่มีความสมบูรณ์ระดับสารัตถะ เราจึงต้องตะเกียกตะกายให้สมบูรณ์ใกล้เคียงกับสารัตถะให้มากที่สุด ความก้าวหน้าของมนุษย์จึงอยู่ที่คุณภาพดีขึ้นในสารัตถะเดิม

ส่วนกลุ่มพัฒนาปัญญาไม่สนใจพูดถึงสารัตถะของมนุษย์มากนัก และไม่อยากเห็นมนุษย์ถูกขังอยู่ในขอบข่ายของสารัตถะที่ตนเองคิดเอาเอง แต่สนใจพูดถึงสถานภาพที่เป็นจริงในประสบการณ์ ซึ่งมนุษย์สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไป ผู้เขียนมีความเห็นว่า 2 ลัทธินี้มิได้มีความแตกต่างกันจริงในเนื้อหา หากแต่ต่างกันที่วิธีพูดมากกว่า คือ ฝ่ายแรกตั้งธรรมชาติของมนุษย์ไว้ แล้วกระตุ้นให้มนุษย์ก้าวหน้าขึ้นไปตามกรอบที่วางไว้ ส่วนฝ่ายหลังตั้งธรรมชาติของมนุษย์ไว้ตามที่เป็นจริงแล้วกระตุ้นให้มนุษย์ก้าวหน้าขึ้นไปสู่จุดที่ใฝ่ฝัน ซึ่งก็คือมนุษย์ในอุดมการณ์ซึ่งไม่มีใครรู้แน่ว่าเป็นอะไร แต่เนื่องจากมีทางก้าวหน้าเราจึงต้องก้าวหน้าไปให้ถึงแล้วก็จะเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน รวมความว่าจะต้องก้าวหน้าด้วยกันทั้งสองฝ่าย

เพียงแต่ว่า ฝ่ายแรกถือว่าก้าวหน้าไปหาส่วนที่ยังขาด จึงไม่เรียกว่าพัฒนา พวกหลังถือว่าก้าวหน้าไปหาสิ่งแปลกใหม่ที่ยังไม่มี แต่ถ้ามียิ่งมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น โดยที่จุดเริ่มต้นก็ดีอยู่แล้ว

กลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกับกลุ่มเดินตามธรรมชาติคือกำหนดกรอบเลือกวิถีในสถานการณ์และมีลักษณะเหมือนกลุ่มดังกล่าว ในแง่ที่ว่ากรอบมาตรการนี้ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ แต่ไม่ทุกสถานการณ์ เราจึงควรรู้เพื่อพิจารณาใช้ในสถานการณ์บางอย่างในชีวิตของเราและก็ไม่จำเป็นต้องใช้กับทุกสถานการณ์ เช่น เราอาจจะเลือกใช้ในการศึกษาวิชาด้านมนุษย์ศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้เราสนใจแสวงหาการตีความใหม่ ๆ อย่างไมรู้จบ แต่ถ้าหากเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อาจจะใช้มาตรการเดินตามกฎของธรรมชาติเป็นกรอบ จะดีกว่า ในการตัดสินใจเลือกอาชีพเราอาจจะใช้มาตรการการพัฒนาปัญญาเป็นกรอบ แต่ถ้าตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตมาใช้มาตรการเดินตามกฎธรรมชาติอาจจะดีกว่า ดังนี้เป็นต้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018