ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งอภิปรายแนวคิดเรื่องคุณธรรมในกระแสปรัชญาโบราณตั้งแต่โสกราติส เพลโต อริสโตเติล จนถึงจริยศาสตร์ร่วมสมัย โดยอาศัยกรอบภววิทยาของความเป็นหนึ่งตามแนวคิดของปาร์เมนิเดสแห่งสำนักอีเลีย บทความเสนอว่า ข้อถกเถียงเรื่องคุณธรรมสอนได้หรือไม่ มิใช่ปัญหาว่าด้วยการศึกษาที่ว่าด้วย คุณธรรมถ่ายทอดได้หรือไม่ หากแต่เป็นปัญหาทางภววิทยาว่า คุณธรรมคืออะไรในฐานะความเป็นอยู่ (Being) หากคุณธรรมเป็นตัวแบบแบบก็อาจเรียนรู้ผ่านการหวนระลึก หากเป็นพฤติกรรมก็สามารถฝึกได้ แต่หากคุณธรรมคือการเปิดเผยของความเป็นอยู่ คุณธรรมก็ย่อมมิใช่ทั้งข้อมูล ความรู้ หรือทักษะ หากเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับภาวะของผู้ดำรงอยู่เอง บทความนี้มุ่งเสนอกรอบคิดต่อคุณธรรม คือ Ontology of Virtue Disclosure ซึ่งมองคุณธรรมว่าเป็นกระบวนการเปิดเผยความจริงของความเป็นอยู่ มากกว่าการผลิตพฤติกรรมที่สังคมต้องการ

ปัญหาของคุณธรรมมิใช่ปัญหาทางจริยศาสตร์ หากเป็นปัญหาทางภววิทยา

ประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกมักอภิปรายและถกเถียงถึงคุณธรรมภายใต้คำถามเชิงจริยศาสตร์ เช่น มนุษย์ควรทำสิ่งใด ควรมีคุณลักษณะเช่นไร หรือควรดำรงชีวิตอย่างไรจึงจะดี อย่างไรก็ตาม สำนักอีเลีย (Eleatic School 500 ปี ก่อน ค.ศ.) ย่อมจะตั้งถามว่า ก่อนจะถามว่าควรเป็นคนดีอย่างไร เรารู้แล้วหรือยังว่าความดีมีอยู่ในฐานะใด คำถามนี้ย่อมเปลี่ยนศูนย์กลางของการอภิปรายเรื่องคุณธรรมที่เราวางอยู่บนนิยามต่าง ๆ ย้อนไปยังภววิทยาของคุณธรรม บนรากฐานสำคัญของการคิด คือ หากเรายังไม่เข้าใจภววิทยาของคุณธรรม การอภิปรายทั้งหมดก็ยังอยู่ในโลกของความคิดเห็น (Doxa) มิใช่ความจริงแท้ (Aletheia)

คุณธรรมสอนไม่ได้

โสกราติส (470-399 ก่อน ค.ศ.) กล่าวว่า คุณธรรมสอนไม่ได้ (Virtue is unteachable) ข้อความนี้มักถูกยกขึ้นมาเพื่อทำให้เข้าใจว่าคุณธรรมถ่ายทอดไม่ได้ โดยในบทสนทนาของเพลโตเรื่อง Meno หรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับโสเครติส มีคำถามว่าหากคุณธรรมคือความรู้ ทำไมผู้มีปัญญาหรือครูอาจารย์ในอดีตจึงไม่สามารถสอนหรือถ่ายทอดคุณธรรมให้คนอื่นกลายเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ได้ทุกคน เมื่อความพยายามในการสอนหรือทำให้คนบรรลุคุณธรรมล้มเหลวบ่อยครั้งในทางปฏิบัติ จึงมีข้อสรุปเชิงวิพากษ์ว่า คุณธรรมในระดับสมบูรณ์แบบจึงกลายเป็นสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง (unreachable) และโสกราตีสมองว่าคุณธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจถ่ายทอดได้โดยตรง หากแต่เกิดได้จากการแสวงหาความจริงผ่านการไต่ถามเชิงวิภาษวิธี (Plato, 1997)

เมื่อมองในมุมของปาร์เมนิเดส คำกล่าวนี้กลับมีความหมายที่ควรใคร่ครวญให้ลึกกว่านั้น สิ่งที่โสกราตีสปฏิเสธมิใช่การเรียนรู้ แต่คือการเข้าใจผิดว่า คุณธรรมเป็นวัตถุแห่งการถ่ายทอด เพราะหากคุณธรรมเป็นเพียงชุดข้อมูล การบรรยายก็เพียงพอที่จะถ่ายทอดได้ แต่ประสบการณ์ของมนุษย์กลับไม่เป็นเช่นนั้น คนจำนวนมากรู้ว่าความดีคืออะไร เพราะมีประสบการณ์ในชีวิต แต่กลับไม่อาจดำรงอยู่ในความดีนั้นได้ตลอด นั่นแสดงว่า ความรู้กับความเป็นอยู่ (Being) มิใช่สิ่งเดียวกัน

คุณธรรมคือ ความเป็นอยู่ที่ดำรงอยู่ในโลกแห่งแบบ

เพลโต ( 427-347 ก่อน ค.ศ.) เสนอว่าคุณธรรมดำรงอยู่ในฐานะตัวแบบ (Form) ซึ่งเป็นความจริงเหนือโลกแห่งประสบการณ์ (Plato, 1997) นั่นคือ การยกระดับปัญหาเรื่องคุณธรรมนี้ว่า คุณธรรมมิใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ดำรงอยู่แล้วในฐานะตัวแบบในโลกแห่งแบบ ดังนั้น การศึกษาจึงมิใช่การสร้างคุณธรรม แต่คือการหวนระลึก (Anamnesis) ดังนั้น แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก แต่เป็นการระลึกความทรงจำหรือการจดจำความรู้ที่แท้จริงที่มีอยู่แล้วในจิตที่มีมาตั้งแต่ก่อนเกิดต่างหาก (ระลึกรู้) การที่เราได้เห็นภาพหรือการกระทำคุณธรรมเหล่านั้น การเห็นนั้นจะไปกระตุ้น (trigger) จิตของเราให้หวนนึกถึงต้นแบบอันสมบูรณ์ของคุณธรรมในโลกแห่งแบบ

มุมมองของปาร์เมนิเดสในเรื่องนี้ย่อมเป็นว่า หากตัวแบบยังมีความหลากหลายทั้งความดี ความงาม ความยุติธรรม ซึ่งต่างก็เป็นคุณธรรม อะไรคือคุณธรรมอันสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันก็ยังเหลือคำถามว่า สิ่งใดทำให้ตัวแบบทั้งหมดดำรงอยู่ได้ แนวคิดสำนักอีเลียมีฐานะคิดที่ต้องการเสนอถึงการเป็นอยู่ จึงย้อนกลับไปยัง Being ซึ่งมิใช่เพียงตัวแบบหนึ่งในหลายตัวแบบ แต่เป็นเงื่อนไขของการมีอยู่ทั้งหมด ดังนั้น คุณธรรมจึงมิใช่เพียงตัวแบบ แต่เป็นการที่ชีวิตสอดคล้องกับความเป็นอยู่

คุณธรรมคือการปรากฏของปัญญา

อริสโตเติล (384-322 ก่อน ค.ศ.) เสนอ Phronesis ในฐานะปัญญาภาคปฏิบัติ ปรากฎในงานทางจริยศาสตร์อย่าง Nicomachean Ethics ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่อธิบายว่า เหตุใดคุณธรรมจึงไม่ใช่ทฤษฎีหรือความรู้ที่เป็นนามธรรมลอย ๆ แต่ผูกติดอยู่กับการมีชีวิตและการกระทำจริงในโลก อริสโตเติลมองว่า การรู้หลักการทางศีลธรรมแบบท่องจำ ไม่ได้แปลว่าคน ๆ นั้นเป็นคนมีคุณธรรม เพราะคุณธรรมทางศีลธรรม (Moral Virtue) ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกหรือกรอบความคิดในหัว แต่เป็นสภาวะแห่งวิถี (The Mean) ระหว่างความตั้งใจที่ดีกับการกระทำที่ถูกต้อง ที่ต้องปรากฏออกมาผ่านการกระทำคุณธรรม นั่นคือ ต้องอาศัยการปฏิบัติจริงจึงจะเกิด เช่น เราไม่ได้เป็นคนยุติธรรมขึ้นมาจากการนั่งคิดเรื่องความยุติธรรม แต่เราเป็นคนยุติธรรมได้ก็ต่อเมื่อเรา กระทำกิจ ฯลฯ ที่ยุติธรรมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นลักษณะนิสัย (habit / ethos) ดังนั้น ในมุมมองของอริสโตเติล คุณธรรมจึงไม่ใช่สิ่งลอยตัว แต่คุณธรรมเป็นภาวะที่เกิดจากการฝึกปฏิบัติร่วมกับปัญญาปฏิบัติ (Aristotle, 2014)

แนวคิดของอริสโตเติลนั้นมีระดับมุมมองใกล้กับคำสอนในสำนักอีเลียมาก เพราะความเป็นอยู่มิใช่เพียงสิ่งที่คิด แต่ต้องปรากฏอยู่ อย่างไรก็ตาม สำนักอีเลียยังคงอาจจะสามารถวิจารณ์ว่า หากคุณธรรมขึ้นอยู่กับการกระทำเพียงอย่างเดียว การกระทำเดียวกันนั้นอาจเกิดจากความเป็นอยู่ หรือความคิดเห็น (Doxa) ก็ได้ คนสองคนทำสิ่งดีเหมือนกัน เช่น ช่วยจูงคนแก่ข้ามถนน คนหนึ่งทำเพราะมุ่งสร้างภาพและชื่อเสียง อีกคนทำเพราะเข้าถึงความจริงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พฤติกรรมเหมือนกัน แต่ภววิทยาต่างกัน

คุณธรรมที่วัดได้

เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ (คริสตศตวรรษที่ 20) ก้าวพ้นจากกรอบคิดคุณธรรมทางศีลธรรม คุณธรรมค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากภววิทยา (Ontology) ไปสู่จริยศาสตร์ (Ethics) และสุดท้าย กลายเป็นสิ่งวัดได้ (measurable) ผ่านกรอบความคิดของการพัฒนาให้ก้าวหน้า (progressionism) โรงเรียนสอนวิชาคุณธรรม และมักสร้างตัวชี้วัดคุณธรรม รัฐมุ่งสร้างพลเมืองดี องค์การสร้างสมรรถนะ (competency) และโลกจะสร้างพลเมืองโลก (global citizenship) คำถามคือ สิ่งที่วัดคือความเป็นอยู่ (Being) หรือพฤติกรรม (behavior) ที่เป็นความถี่/ความซ้ำ

มุมมองจากแนวคิดสำนักอีเลียย่อมมองว่า สิ่งที่วัดได้มักเป็นเพียงการปรากฎ (appearance) มิใช่ความเป็นจริง (reality) ดังนั้น การประเมินคุณธรรมส่วนใหญ่ที่กระทำผ่านแบบประเมิน แบบสอบวัด แบบสอบถาม จึงยังประเมินเพียงการแสดงออกของคุณธรรมมิใช่ภาวะของผู้กระทำ และการลดคุณธรรมให้เหลือเพียงพฤติกรรมที่วัดได้อาจละเลยมิติของการดำรงอยู่และการก่อรูปของตัวตนซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในจริยศาสตร์ร่วมสมัย (Hursthouse, 1999; MacIntyre, 2007) เสียเอง

คุณธรรมคือการเปิดเผยของความเป็นอยู่

จากการทบทวนแนวคิดถึงคุณธรรมข้างต้น ย่อมเห็นจุดอ่อนในแนวคิดต่าง ๆ บนหลักการของสำนักอีเลีย แล้วสำนักอีเลียจะเสนอเรื่องคุณธรรมอย่างไร ปาร์เมนิเดสแห่งอีเลยเสนอว่า ความจริงมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลง แต่คือความเป็นอยู่อันเป็นเอกภาพนิรันดร์ (Coxon, 2009; Mourelatos, 2008) แนวคิดเรื่องความเป็นหนึ่งจึงเป็นแกนสำคัญในการเข้าใจคุณธรรม และย่อมจะนำไปสู่การนำภววิทยามากำหนดการเป็นอยู่ของคุณธรรม และคุณธรรมควรถูกเข้าใจว่าเป็นการเปิดเผยของความเป็นอยู่ผ่านการดำรงอยู่ (Virtue is the disclosure of Being through existence.)

สำนักอีเลียถือว่าความคิดเห็น (doxa) แตกต่างจากความจริง (aletheia) ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยเหตุผลมากกว่าประสาทสัมผัส (Barnes, 1982; Curd, 2011) คุณธรรมในฐานะความเป็นอยู่ จึงมิใช่พฤติกรรม มิใช่อารมณ์ มิใช่กฎ มิใช่แบบ แต่คือการที่ความเป็นอยู่ที่ได้เปิดเผยตัวเองผ่านการดำรงอยู่ของมนุษย์ ดังนั้น คุณธรรมจึงเป็นเหตุการณ์ทางภววิทยา (ontological event) มากกว่ากฎจริยธรรม (ethical rule)

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองถึงความเป็นจริงหนึ่งเดียว เราย่อมไม่อาจละทิ้งแนวคิดของโสกราติส เพลโต อริสโตเติลไปได้ เพราะต่างก็เป็นการเห็นหรือความคิดเห็นต่อการปรากฎอยู่ของคุณธรรมทั้งสิ้น เราจึงอาจมองได้ว่า คุณธรรมมีการปรากฎหรือดำรงอยู่ในโลกนี้ได้หลายระดับ เช่น ระดับพฤติกรรม นั่นคือสิ่งที่โลกสมัยใหม่มองเห็นและต้องการที่จะวัดออกมาเป็นตัวเลข ระดับนิสัย นั่นคือสิ่งที่อริสโตเติลมองเห็น และต้องการที่จะส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมบ่มเพาะ (cultivation) ระดับปัญญา นั่นคือ สิ่งที่โสกราติสมองเห็น และมุ่งที่จะชี้แนะให้มนุษย์ทำความเข้าใจคุณธรรมต่าง ๆ ให้ถ่องแท้สมบูรณ์ ระดับการดำรงอยู่ คือ สิ่งที่สำนักอีเลียมองเห็น คือ การดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของสรรพสิ่ง และระดับแห่งการเปิดเผยความจริง ซึ่งในระดับนี้เป็นระดับที่นักปราชญ์โบราณมองว่า ไม่ใช่สิ่งที่จะสอนได้โดยตรง เราสามารถกระทำได้เพียงการสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นได้เท่านั้น

แนวคิดของสำนักอีเลียจึงมิได้มุ่งที่จะสอนคุณธรรม แต่ยอมรับว่า คุณธรรมบ่มเพาะได้ แน่นอนว่า คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะส่งต่อสืบทอดได้ อย่างเช่น ป้ายยกย่องเกียรติคุณ โล่-ประกาศนียบัตรรับรองคุณธรรม ที่คน ๆ หนึ่งได้รับ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะส่งต่อไปในวงศ์ตระกูลได้ เพราะไม่ใช่ผู้รับจะมีคุณธรรมดังที่ปรากฎในป้ายยกย่องนั้น แต่ผู้ให้การอบรม ครู ผู้ปกครอง อาจจะสามารถจัดสภาพแวดล้อม จัดการเรียนรู้ จัดให้มีประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าถึงคุณธรรมผ่านการตั้งคำถาม การใคร่ครวญไตร่ตรอง การเปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น และการได้มีประสบการณ์ผ่านการปรากฎขึ้นของคุณธรรม การเปิดเผยตนเองของคุณธรรมนั้น ย่อมจะทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงความเป็นอยู่นั้นได้จริง ๆ และยอมรับไว้ที่จะพัฒนาตนไปสู่ภาวะแห่งความเป็นอยู่นั้น การเรียนหรือการอบรมคุณธรรมจึงไม่ใช่การถ่ายทอดเนื้อหาความรู้เรื่องคุณธรรมเรื่องต่าง ๆ หรือเกณฑ์ตัดสินคุณธรรมเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่การบ่มเพาะภาวะแห่งการดำรงอยู่ (ontological cultivation) ผ่านการได้มีประสบการณ์และ/หรือการได้ลงมือปฏิบัติจริง กีรติ บุญเจือ (2008) ได้เสนอว่า การพัฒนาคุณธรรมนั้นควรเป็นการอบรมบ่มนิสัย (character education) ซึ่งเป็นแนวทางของการบ่มเพาะ มิได้เป็นเพียงการกำหนดอบรมคุณธรรม (moral virtue) หรือการประกาศคุณธรรม (values clarification) ซึ่งเป็นแนวทางการอบรมคุณธรรมในยุคก่อน ๆ

หากจะนำแนวคิดของสำนักอีเลยไปปรับเป็นฐานคิดเพื่อการพัฒนาคุณธรรมในศตวรรษที่ 21 ผู้สอน ผู้อบรม หรือครูก็ควรขยับแนวคิดจากจริยศาสตร์ของการกระทำ (deontological ethics) ที่มุ่งชี้ว่าความถูกต้องของการกระทำตัดสินจากกฎเกณฑ์ หน้าที่ หรือหลักการทางศีลธรรม ไปสู่จริยศาสตร์ของการเปิดเผยความเป็นอยู่ (ontological ethics) โดยมีหลักการสำคัญ 4 ประการที่จะต้องวางเป็นกรอบของการฝึกอบรม ได้แก่ 1) ความเป็นอยู่มาก่อนพฤติกรรม (being precedes behavior) พฤติกรรมที่ดีมิได้เป็นหลักประกันว่าบุคคลเข้าถึงความเป็นอยู่จริงของตน 2) คุณธรรมคือการเปิดเผยความจริงของชีวิต มิใช่การแสดงบทบาททางศีลธรรม (virtue is disclosure, not performance) 3)การศึกษาไม่อาจส่งมอบคุณธรรมโดยตรง แต่สามารถสร้างเงื่อนไขให้คุณธรรมเปิดเผยได้ (education cultivates conditions, not virtues) และ 4) การประเมินผลไม่ควรวัดเพียงการกระทำภายนอก หากควรพิจารณาความสามารถในการไตร่ตรอง ความสอดคล้องระหว่างเหตุผลกับการดำรงอยู่ และการรับผิดชอบต่อความจริง นั่นคือ ควรวัดการพัฒนาในระดับภววิทยา (assessment should include ontological development)

สรุป

แนวคิดเรื่องคุณธรรมระหว่างโสกราติส เพลโต อริสโตเติล และจริยศาสตร์สมัยใหม่ มิใช่ความขัดแย้งทางความคิด หากเป็นการเคลื่อนผ่านของความเข้าใจเรื่องคุณธรรมจากระดับพฤติกรรม สู่ระดับความรู้ และระดับการดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม แนวคิดสำนักอีเลียเสนอว่า รากฐานของคุณธรรมมิได้อยู่ที่การกระทำ ความรู้ หรือแม้แต่ตัวแบบอันเป็นเรื่องนามธรรม หากอยู่ที่ความเป็นอยู่ซึ่งเป็นความจริงหนึ่งเดียว คุณธรรมจึงมิใช่สิ่งที่ถูกผลิตหรือถ่ายทอด หากเป็นการเปิดเผยของความเป็นอยู่ผ่านการมีชีวิตและการมีประสบการณ์ในชีวิตของผู้แสวงหาความจริง เมื่อการศึกษาหันมาสนใจการบ่มเพาะภาวะเช่นนี้ เป้าหมายของการศึกษาและจริยศาสตร์ก็จะเปลี่ยนจากการสร้างพลเมืองที่ประพฤติดีไปสู่การสร้างมนุษย์ผู้ดำรงอยู่ในความเป็นจริงซึ่งอาจเป็นการฟื้นคืนทางจิตวิญญาณ (spiritual resilience) ผ่านการรื้อฟื้นทางจิตวิญญาณ (spiritual revival) ตามแนวคิดกรีกดั้งเดิม และเปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนทรรศน์ใหม่การศึกษาด้านคุณธรรมได้ดำเนินไปบนฐานภววิทยาเพื่อการพัฒนาระดับภาวะของผู้ดำรงอยู่

เอกสารอ้างอิง

Aristotle. (2014). Nicomachean ethics (C. D. C. Reeve, Trans.). Hackett Publishing. (Original work published ca. 350 BCE)

Austin, S. (1986). Parmenides and the history of dialectic: Three essays. Parmenides Publishing.

Barnes, J. (1982). The Presocratic philosophers (Rev. ed.). Routledge.

Bunchua, K. (2008). A Handbook of Ethics Based on International Academic Principles. Center for Morality Promotion.

Cooper, J. M. (Ed.). (1997). Plato: Complete works. Hackett Publishing.

Cornford, F. M. (Trans.). (1939). Plato and Parmenides: Parmenides’ Way of Truth and Plato’s Parmenides. Routledge.

Coxon, A. H. (2009). The fragments of Parmenides (Rev. ed.). Parmenides Publishing.

Curd, P. (2011). A presocratics reader: Selected fragments and testimonia (2nd ed.). Hackett Publishing.

de Beauvoir, S. (1976). The ethics of ambiguity (B. Frechtman, Trans.). Citadel Press. (Original work published 1947)

Heidegger, M. (1962). Being and time (J. Macquarrie & E. Robinson, Trans.). Harper & Row. (Original work published 1927)

Hursthouse, R. (1999). On virtue ethics. Oxford University Press.

Korsgaard, C. M. (1996). The sources of normativity. Cambridge University Press.

MacIntyre, A. (2007). After virtue (3rd ed.). University of Notre Dame Press.

Mourelatos, A. P. D. (2008). The route of Parmenides (Rev. and expanded ed.). Parmenides Publishing.

Sellars, J. (2003). The art of living: The Stoics on the nature and function of philosophy. Ashgate.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018