อ.ดร.รวิช ตาแก้ว, ราชบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งเสนอกรอบการทำความเข้าใจความรู้ (epistemological framework) ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของสสารนิยม (materialism) และลัทธิวิทยาศาสตร์นิยม (scientism) ผ่านมุมมองของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (Moderate Postmodern Philosophy) ซึ่งมองว่าความจริงมิได้มีเพียงมิติเดียวที่ตรวจสอบได้ด้วยประสาทสัมผัส หากแต่ประกอบด้วยระดับของความจริงที่หลากหลาย ตั้งแต่กฎธรรมชาติ ความจริงเชิงประสบการณ์ ความจริงเชิงจิตวิญญาณ ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน บทความเสนอว่า วิทยาศาสตร์ ศาสนา และปรัชญา มิใช่คู่ตรงข้าม หากเป็นระบบการแสวงหาความจริงที่มีขอบเขต วิธีการ และเกณฑ์การตรวจสอบต่างกัน การรักษาพื้นที่สำหรับสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้มิใช่การปฏิเสธเหตุผล แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ความรู้สามารถพัฒนาได้ในอนาคต กรอบคิดดังกล่าวนำไปสู่แนวคิด “Open Epistemology” ซึ่งสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ที่มีพลวัต เปิดกว้าง และสอดคล้องกับโลกที่ซับซ้อนในศตวรรษที่ 21
คำสำคัญ: Moderate Postmodernism, Epistemology, Ontology, Materialism, Intuition, Science, Religion
บทนำ
นับตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิดวิธีการวิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โลกตะวันตกได้ให้สถานะพิเศษแก่กฎธรรมชาติในฐานะพื้นฐานของการอธิบายจักรวาล ความสำเร็จของฟิสิกส์ทำให้เกิดความเชื่อว่าความจริงทั้งหมดสามารถอธิบายได้ด้วยกฎของสสาร พลังงาน และการเคลื่อนที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวกลับนำไปสู่การลดทอนความจริงให้เหลือเพียงสิ่งที่ตรวจวัดได้ผ่านประสาทสัมผัสและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ในอีกด้านหนึ่ง ศาสนาที่สืบทอดหลักคิดยิ่งยวดจากยุคกลางก็ยังคงรักษาความเชื่อเกี่ยวกับจิต วิญญาณ ความหมาย และประสบการณ์ภายใน ซึ่งจำนวนมากไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทดลอง ขณะที่ปรัชญาในฐานะสาวใช้ของศาสนาก็ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองโลก โดยตั้งคำถามต่อทั้งข้อสมมติของวิทยาศาสตร์และศาสนา พร้อมทั้งเสนอวิธีการแสวงหาความรู้ที่กว้างกว่าการสังเกตเชิงประจักษ์ กรอบคิดในยุคนี้จึงย้อนมาอยู่ในขอบข่ายว่าปรัชญาหลังนวยุคสายกลางสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ ศาสนา และการหยั่งรู้ โดยไม่ตกอยู่ในกับดักของสัมพัทธนิยมสุดโต่งหรือสสารนิยมแบบปิดได้หรือไม่
จากสสารนิยมสู่โครงสร้างของความสัมพันธ์
แม้ว่าฟิสิกส์สมัยใหม่จะถูกตีความว่าเป็นรากฐานและปลายยอดของสสารนิยม แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง กฎของฟิสิกส์มิได้กล่าวถึงสสารเพียงอย่างเดียว หากกล่าวถึงโครงสร้างของความสัมพันธ์ (structure of relations) ที่ทำให้จักรวาลดำรงอยู่ได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ไปจนถึงกลศาสตร์ควอนตัม สิ่งที่ได้รับการอธิบายมิใช่เพียงวัตถุ แต่คือรูปแบบของความสัมพันธ์ การพึ่งพาอาศัยกัน และเงื่อนไขที่ทำให้ปรากฏการณ์เกิดขึ้น ดังนั้น หากพิจารณาในเชิงอภิปรัชญา ฟิสิกส์จึงอาจมิใช่ศาสตร์ของวัตถุ หากเป็นศาสตร์ของระเบียบ (order) และโครงสร้าง (structure) มากกว่า ข้อเสนอนี้เปิดโอกาสให้เกิดการตีความใหม่ว่า ความจริงอาจมีลักษณะเป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์มากกว่าการเป็นผลรวมของวัตถุที่แยกจากกัน
ข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ในฐานะญาณวิทยา
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญว่า ความรู้ที่น่าเชื่อถือจะต้องสามารถสังเกต วัดผล และทำซ้ำได้ หลักการดังกล่าวทำให้วิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการอธิบายโลกทางกายภาพ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างข้อจำกัดในทางญาณวิทยาหลายประการ ได้แก่ การรู้จากประสบการณ์ภายใน (subjective experience) การประเมินคุณค่า (value) ความหมาย (meaning) จิตสำนึก (consciousness) รวมถึงการมีประสบการณ์ทางศาสนา ซึ่งล้วนไม่สามารถลดทอนให้เป็นข้อมูลเชิงกายภาพได้ทั้งหมด ดังนั้น ข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์มิใช่ความผิดพลาด หากเป็นข้อจำกัดของวิธีวิทยา (methodological limitation) ซึ่งเราจำเป็นต้องยอมรับว่ามีอยู่จริง
ศาสนาในฐานะความรู้คนละระนาบ
ศาสนามิได้ตั้งอยู่บนฐานของประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียว หากแต่ควรแบ่งความรู้ของศาสนาออกเป็น 2 ระดับ ซึ่งจะพบว่า ระดับแรกคือ ความรู้ที่สามารถสอดคล้องกับประสบการณ์ เช่น จริยธรรม การภาวนา ผลของการฝึกจิต หรือการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ ซึ่งสามารถศึกษาเชิงจิตวิทยา ประสาทวิทยา และสังคมศาสตร์ได้ ในขณะที่ระดับที่สองคือ ความรู้เหนือประสบการณ์ เช่น พระเจ้า นิพพาน เทวโลก หรือความจริงสูงสุด ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิธีทดลองอย่างวิทยาศาสตร์ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้เสนอว่า ความรู้ทั้งสองระดับไม่ควรถูกเหมารวมว่าจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด แต่ควรได้รับการประเมินตามลักษณะของคำอธิบายและหลักฐานที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท
การหยั่งรู้ในฐานะเครื่องมือทางปรัชญา
หากวิทยาศาสตร์ใช้การสังเกต (observation) และศาสนาใช้ศรัทธา (faith) ปรัชญาใช้การใคร่ครวญ (reflection) และการหยั่งรู้ (intuition) ซึ่งการหยั่งรู้นั้นมิใช่การเดาสุ่มหรือเพียงแค่การคาดคะเนจากข้อมูล หากเป็นกระบวนการรับรู้แบบองค์รวมที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ความเข้าใจ และการคิดเชิงลึก นักปรัชญาหลายคน เช่น เพลโต โพลทายนัน เบิร์กซง และฮุสเซิร์ล ต่างให้ความสำคัญกับการหยั่งรู้ในฐานะวิธีเข้าถึงความจริงที่เหตุผลเชิงวิเคราะห์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเข้าถึงได้ ในบริบทของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง การหยั่งรู้จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างสมมติฐาน (heuristic insight) ซึ่งสามารถนำไปสู่การตรวจสอบด้วยเหตุผลหรือประสบการณ์ในลำดับต่อไป
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางนี้คือ ความรู้ไม่ควรแบ่งเพียงจริงกับเท็จ (true/false) หากแต่ควรมีหมวดที่สาม คือ ยังไม่สามารถตัดสินได้ (currently undecidable) แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าขององค์ความรู้ เพราะประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า หลายแนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ เช่น อุกกาบาต การเคลื่อนที่ของทวีป จุลชีพ หรือคลื่นความโน้มถ่วง (interstellar) นั้นเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาไปเพียงพอก็ได้สร้างเครื่องมือเพื่อมายืนยันได้ในเวลาต่อมา ดังนั้น การสงวนพื้นที่ให้กับสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ มิใช่การยอมรับความงมงาย แต่คือความถ่อมตนทางญาณวิทยา (epistemic humility)
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมีหลักการ re-real all, reject none คือ ย้อนอ่านใหม่ทั้งหมด ไม่ละทิ้งอะไรเลย โดยหากมองในเชิงอุปมา ก็อาจมองได้ว่า ความคิดที่ถูกปฏิเสธในอดีตนั้น ก็เปรียบเสมือนของเสีย อย่างไรก็ตาม ของเสียจำนวนมากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อมีเทคโนโลยี ความรู้ หรือบริบทใหม่ ในลักษณะเดียวกัน แนวคิดทางปรัชญา ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่เคยถูกละเลย อาจกลายเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่สำคัญในอนาคต ดังนั้น การปฏิเสธความคิดโดยเด็ดขาดอาจทำให้มนุษย์สูญเสียโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางในฐานะญาณวิทยาแบบเปิด
ข้อแตกต่างในเชิงญาณวิทยาจากปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดโต่งที่ปฏิเสธความจริงสากลทั้งหมดก็คือ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอว่า ความจริงบางประเภทสามารถพิสูจน์ได้ ความจริงบางประเภทสามารถสนับสนุนได้ด้วยเหตุผล ความจริงบางประเภทต้องอาศัยประสบการณ์ภายใน และความจริงบางประเภทควรถูกสงวนไว้เพื่อการศึกษาในอนาคต กรอบคิดนี้ช่วยหลีกเลี่ยงทั้งความสุดโต่งของวิทยาศาสตร์นิยมและความสุดโต่งของศรัทธานิยม
สรุป
บทความนี้เสนอว่า คำอธิบายของโลกเชิงสสารของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นการเปิดเผยโครงสร้างและความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ภายใต้ระเบียบของธรรมชาติ มนุษย์สามารถเข้าถึงกฎเหล่านี้ผ่านเหตุผล การสังเกต และการทดลอง แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังคงมีขอบเขต เพราะอาศัยข้อมูลจากประสาทสัมผัสและแบบจำลองที่เปลี่ยนแปลงได้ตามหลักฐานใหม่ ในขณะที่ศาสนาพยายามอธิบายมิติของจิต ความหมาย และประสบการณ์เหนือประสาทสัมผัส
อย่างไรก็ตาม โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญความซับซ้อนที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบคิดแบบเดียว แม้ผู้คนจะไม่เชื่อความจริง (post truth era) แต่วิทยาศาสตร์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการอธิบายโลกทางกายภาพ ในขณะที่ศาสนายังคงให้คุณค่าในการทำความเข้าใจความหมายและจิตวิญญาณ และปรัชญามุ่งไปที่การวิพากษ์องค์ความรู้ทั้งสอง ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ไม่ปฏิเสธวิทยาศาสตร์หรือศาสนา แต่ส่งเสริมพื้นที่ใหม่ในการคิด โดยใช้ทั้งเหตุผล การตีความ และการหยั่งรู้เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจพิสูจน์ได้โดยไม่ปฏิเสธคุณค่าของการค้นคว้าเชิงประจักษ์ เป็นการสร้างญาณวิทยาแบบเปิด (open epistemology) ที่ยอมรับว่า ความรู้ของมนุษย์ยังไม่สมบูรณ์ และการรักษาพื้นที่สำหรับสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ในวันนี้ คือเงื่อนไขสำคัญของการค้นพบความจริงในวันข้างหน้า โดยมีทรรศนะสำคัญว่า ความเจริญของอารยธรรมของมนุษยชาติมิได้เกิดจากการปิดประตูต่อสิ่งที่ยังไม่รู้ หากเกิดจากความกล้าที่จะตั้งคำถามต่อทั้งสิ่งที่เรารู้และสิ่งที่เรายังไม่รู้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความจริงสามารถเผยตัวได้เมื่อเงื่อนไขของความเข้าใจนั้นครบถ้วนเพียงพอ
เอกสารอ้างอิง
กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.
กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาหลังนวยุค. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.
กีรติ บุญเจือ. (2560). ปรัชญาและจริยศาสตร์สมัยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
กีรติ บุญเจือ. (2560). อรรถปริวรรตในปรัชญา ศาสนาและจริยศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

Leave a comment