ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

บทนำ

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ได้เสนอแนวทางวงศาวิทยา (Genealogy) ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่มุ่งค้นหาที่มาและความเปลี่ยนแปลงของความรู้และอำนาจในสังคม โดยรื้อถอนความเชื่อที่ว่า ความจริงหรือศีลธรรมเป็นสิ่งสากลถาวร แต่แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากความขัดแย้งและอำนาจในแต่ละยุคสมัย ลักษณะสำคัญของวงศาวิทยาจึงไม่ใช่การเล่าประวัติศาสตร์กระแสหลัก นั่นคือ ไม่เล่าเรื่องแบบเส้นตรง (Linear) ที่พัฒนาไปสู่ความก้าวหน้า แต่เน้นความแตกหักและความบังเอิญที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของความรู้และอำนาจโดยชี้ให้เห็นว่าความรู้ไม่ได้เป็นกลาง แต่ถูกผลิตขึ้นเพื่อรับใช้หรือค้ำจุนอำนาจในสังคมนั้น ๆ ร่วมกับแนวคิดรื้อถอนนิยม (Deconstruction) ที่มุ่งขุดคุ้ยหาจุดกำเนิดที่มักเต็มไปด้วยความรุนแรง การควบคุม หรือการต่อรอง เพื่อทำความเข้าใจปัจจุบันว่าเรากลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

จากแนวคิดวงศาวิทยานี้ ผู้เขียนจึงทดลองนำแนวทางนี้มาใช้กับพื้นที่ประวัติศาสตร์ คือ โรงพยาบาลบิเซ็ท (Hôpital Bicêtre) ตั้งอยู่ในเมือง Le Kremlin-Bicêtre ซึ่งมิได้เป็นเพียงโรงพยาบาลเก่าแก่ชานกรุงปารีส หากเป็นสถานที่ซึ่งเก็บรักษาชั้นตะกอนของความคิดเรื่องมนุษย์ไว้หลายยุคสมัย ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 จนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิใช่เพียงการเปลี่ยนหน้าที่ของพื้นที่ ตึก อาคาร สวน แต่สะท้อนการเปลี่ยนคำตอบของสังคมฝรั่งเศสต่อคำถามพื้นฐานทางปรัชญาว่า มนุษย์คือใคร และปรัชญาการแพทย์ร่วมสมัยที่ว่า ความผิดปกติคืออะไร ใครมีสิทธิจำแนกผู้อื่นว่าเป็นคนป่วย คนจน คนบ้า หรืออาชญากร และการดูแลเริ่มต้นหรือสิ้นสุดตรงจุดใดของการควบคุม ดังนั้น ประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลบิเซ็ทจึงไม่ใช่เรื่องราวความก้าวหน้าหรือพัฒนาการ หากแต่สามารถที่จะเรียบเรียงเล่าใหม่เป็นบทเรียนสำหรับการแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ (humanized medicine)

ปราสาท Winchester โลกศักดินาและจักรวาลแบบลำดับชั้น

    ประวัติของพื้นที่ตั้งของโรงพยาบาลบิเซ็ทย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เดิมบริเวณนี้เรียกว่า Grange-aux-Queulx ก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 (Louis IX) จะทรงซื้อที่ดินใน ค.ศ. 1257 และต่อมาใน ค.ศ. 1286 ฌอง เดอ ปงตัวซ (Jean de Pontoise 1240-1304) ผู้ดำรงตำแหน่งบิชอปแห่งวินเชสเตอร์ (Winchester) ประเทศอังกฤษ ได้สร้างปราสาทขึ้นที่นี่ และตั้งชื่อ Winchester ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสออกเสียงว่า “แวงเชสแตร์” ต่อมามีการค่อย ๆ เปลี่ยนเสียงในภาษาฝรั่งเศสเป็น Vincestre, Bichestre, Bicestre และ Bicêtre ตามลำดับ ปราสาทถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้งท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและสงคราม ก่อนที่พระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 (François I) จะทรงสั่งให้นำซากอาคารไปใช้เป็นแหล่งหินใน ค.ศ. 1520

    ในโลกยุคกลาง ปราสาทไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง แต่เป็นภาพจำลองของจักรวาลทางสังคมที่มนุษย์แต่ละคนมีตำแหน่งแตกต่างกันตามลำดับศักดิ์ กษัตริย์ ขุนนาง นักบวช ช่างฝีมือ และชาวนาอยู่ภายใต้ระเบียบที่เชื่อมโยงกับพระประสงค์ของพระเจ้า ปรัชญาแบบสกอลาสติก (Scholastic philosophy) พยายามประสานเหตุผลของมนุษย์เข้ากับความจริงทางศาสนา โดยถือว่าโลกมีโครงสร้าง มีจุดหมาย และมีลำดับชั้นที่มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้างขึ้นเอง ตำแหน่งของปราสาทบนที่สูง กำแพงที่แบ่งพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก และประตูที่กำหนดว่าใครมีสิทธิเข้าออก จึงมีความหมายมากกว่าการป้องกันทางทหาร พื้นที่เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อำนาจคือความสามารถในการสร้างภายในและภายนอก กำหนดว่าใครอยู่ในความคุ้มครอง และใครที่จะถูกทิ้งไว้หลังแนวกำแพง ร่องรอยเช่นนี้ยังคงอยู่ในพื้นที่ของบิเซ็ท แม้ปราสาทจะหายไปแล้ว เพราะในยุคต่อมาได้กลายเป็นโรงพยาบาลทหารและสถานกักกันทางจิตเวชในยุคต่อมา แต่การจัดพื้นที่ก็ยังใช้ตรรกะแห่งเขตแดน ประตู และการจำแนก เพียงแต่ผู้ที่อยู่ภายในเปลี่ยนจากขุนนางและบริวาร มาเป็นคนยากจน ทหาร ผู้ป่วย นักโทษ และผู้ถูกเรียกว่า วิกลจริต

    คริสต์ศตวรรษที่ 17 โรงพยาบาลกับการเป็นสถานกักกัน

      ในช่วงทศวรรษ 1630 พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 (Louis XIII) และคาร์ดินัลริเชอลิเยอ (Cardinal Richelieu 1585-1642) มีพระราชดำริให้สร้างสถานพำนักสำหรับทหารพิการและทหารผ่านศึก อาคารใหม่นี้มีชื่อว่า Commanderie de Saint-Louis เปิดใช้งานใน ค.ศ. 1634 ต่อมาใน ค.ศ. 1647 แว็งซ็อง เดอ ปอล (Vincent de Paul 1581-1660) บาทหลวงโรมันคาทอลิกผู้มีชื่อเสียงจากการมีส่วนร่วมในงานการกุศลและการปฏิรูปสังคม ท่านได้รับอนุญาตให้นำเด็กที่ถูกทอดทิ้งเข้ามาอาศัยในพื้นที่แห่งนี้ด้วย พื้นที่นี้จึงมีลักษณะของสถานสงเคราะห์ร่วมด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1656 เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งปารีส (Hôpital Général de Paris) และรวมสถานพักนักบิเซ็ทเข้าเป็นหนึ่งในสถาบันของระบบดังกล่าว โดยบิเซ็ทรับผู้ชายเป็นหลัก ขณะที่ซาลเปททรีแยร์ (Salpêtrière) รับผู้หญิง ประชากรภายในมีทั้งทหารพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก คนเร่ร่อน ขอทาน นักโทษ ผู้ป่วยลมชัก ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยกามโรค และผู้ที่ถูกจัดว่าเป็นคนวิกลจริต ที่สำคัญโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นในระยะแรกนี้มิใช่โรงพยาบาลทางการแพทย์ตามความหมายปัจจุบัน เพราะมีแพทย์เพียงจำนวนน้อยมากและผู้พำนักส่วนใหญ่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเป็นระบบ

      หลักการก่อตั้งมีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง ฝ่ายหนึ่งมองคนยากจนในฐานะเพื่อนมนุษย์และสมาชิกแห่งชุมชนคริสต์ซึ่งสมควรได้รับความเมตตา แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับมองความยากจน การเร่ร่อน และการไม่ทำงานเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย สถาบันจึงได้รับอำนาจทั้งด้านการบริหาร ตำรวจ การลงโทษ และการควบคุมผู้ที่ถูกนำตัวเข้ามา สะท้อนนโยบายของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 ที่ต้องการรวบรวมคนชายขอบไว้ในสถาบันเดียวกัน และเป็นพื้นที่แสดงของแนวคิดจริยธรรมแห่งความเมตตาแบบคริสต์ กับ เหตุผลแห่งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยปรากฏเป็นภาพของคนยากจนได้รับการช่วยเหลือแต่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ คนเร่ร่อนได้รับอาหารแต่สูญเสียเสรีภาพ ผู้ป่วยได้รับที่พักพิงแต่ถูกวางไว้ร่วมกับผู้กระทำผิดและผู้ที่สังคมไม่ต้องการมองเห็น บรรยากาศที่ให้ความสำคัญแก่ระเบียบ การจำแนก และการควบคุมสิ่งที่ดูไร้ระเบียบนี้เกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากผลของแนวคิดของเรอเน เดการ์ต (René Descartes) ที่เสนอให้มนุษย์แสวงหาความจริงผ่านเหตุผลที่ชัดเจนและแตกต่าง พร้อมทั้งอธิบายธรรมชาติในลักษณะเป็นระบบและมีกฎเกณฑ์ ความคิดแบบกลไกช่วยเปิดทางให้เกิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ในระดับวัฒนธรรมก็ทำให้ความมีเหตุผลเป็นมาตรวัดสำคัญของความเป็นมนุษย์ ผู้ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่ควบคุมตนเอง หรือไม่ดำรงชีวิตตามระเบียบ จึงถูกวางไว้ตำแหน่งด้านตรงข้ามกับภาพของปัจเจกผู้มีเหตุผล ซึ่งจะเป็นจะต้องถูกจำแนกและควบคุมไว้ ปรากฎการณ์ทางสังคมเช่นนี้ มิเชล ฟูโกต์เรียกว่า การกักกันครั้งใหญ่ (great confinement) โดยฟูโกต์เสนอว่า สังคมยุโรปสมัยใหม่มิได้เพียงค้นพบความเจ็บป่วยทางจิต แต่ได้สร้างพื้นที่ซึ่งรวมคนจน คนตกงาน อาชญากร และคนวิกลจริตไว้ภายใต้ระเบียบเดียวกัน ซึ่งโรงพยาบาลบิเซ็ทเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งสะท้อนว่า ข้อเสนอของฟูโกต์นั้นมีรูปธรรมอย่างไร โดยสามารถมองเห็นได้ในรูปของกำแพง อาคาร กฎ และชีวิตของมนุษย์จริง ๆ

      สถาปัตยกรรมแห่งเหตุผล

        อาคารของโรงพยาบาลบิเซ็ทมิได้เป็นเพียงฉากหลังของประวัติศาสตร์ แต่เป็นเครื่องมือจัดระเบียบชีวิต ประตูใหญ่ทำหน้าที่คัดกรองการเข้าออก กำแพงแบ่งโลกภายนอกออกจากประชากรภายใน ลานและอาคารพักแยกผู้คนออกตามเพศ อายุ โรค สถานภาพทางกฎหมาย และระดับของพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นอันตราย ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีการสร้างเรือนจำส่วนที่เรียกว่า La Force และ Les Cabanons และมีห้องขังใต้ดินหรือ cachots noirs ที่ถูกออกแบบให้แทบไม่มีแสงสว่าง ผู้ถูกคุมขังบางคนถูกส่งมายัง โรงพยาบาลบิเซ็ทผ่านคำสั่งของกษัตริย์โดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีตามความหมายสมัยใหม่ ร่องรอยของห้องใต้ดิน อาคาร Cabanons และอดีตอาคาร La Force บางส่วนยังได้รับการอนุรักษ์ในฐานะมรดกทางสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ ผลงานทางวิศวกรรมที่สำคัญคือ บ่อน้ำและอาคารอ่างเก็บน้ำ (Grand Puits & Grand Réservoir) ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิก เจอร์มัง บอฟฟร์องด์ (Germain Boffrand) ใน ค.ศ. 1733 บ่อน้ำลึกประมาณ 58 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร ส่วนอ่างเก็บน้ำสองส่วนสามารถรองรับน้ำรวมมากกว่าหนึ่งล้านลิตร มีอาคารโรงม้าสำหรับหมุนเครื่องจักรยกน้ำ ก่อนเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรไอน้ำในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต่อมาอาคารได้ถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์ Chapelle de Bicêtre

        การสร้างบ่อน้ำแสดงให้เห็นความหมายของเหตุผลทางเทคนิค 2 ด้าน คือ หนึ่ง บ่อน้ำคือผลงานวิศวกรรมที่ช่วยหล่อเลี้ยงประชากรจำนวนมาก แสดงความสามารถของมนุษย์ในการคำนวณ วางแผน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง การก่อสร้างและการดำเนินงานเชื่อมโยงกับแนวคิดว่าความเกียจคร้านเป็นภัยต่อสังคม และผู้พำนักต้องทำงานเพื่อรับการแก้ไขตนเอง ซึ่งมีหลักฐานระบุว่า การทำงานภาคบังคับในโรงงานและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโรงพยาบาลด้วย บ่อน้ำจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการดูแลและการบังคับ น้ำที่รักษาชีวิตถูกนำขึ้นมาผ่านระบบซึ่งจัดระเบียบบุคคลและแรงงานของมนุษย์ เหตุผลทางเทคนิคช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลน แต่เหตุผลเดียวกันก็อาจเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรได้ หากไม่ถูกกำกับด้วยจริยธรรมแห่งศักดิ์ศรีและเสรีภาพ

        สิทธิมนุษยชนในยุคฟื้นฟูและการปฏิวัติ

          คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นยุคที่ความเชื่อมั่นในเหตุผลของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น นักคิดยุคฟื้นฟูเสนอว่า ประเพณี กฎหมาย การลงโทษ และสถาบันการเมืองควรถูกตรวจสอบด้วยเหตุผล มิใช่ยอมรับเพียงเพราะเป็นคำสั่งจากอดีต แนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค ความอดกลั้น และการใช้เหตุผลในพื้นที่สาธารณะค่อย ๆ ขยายตัว ในบรรยากาศเช่นนี้ สภาพของโรงพยาบาลบิเซ็ทเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ มาลแซร์บ (Chrétien-Guillaume de Lamoignon de Malesherbes 1721-1794) นักกฎหมายได้ประณามสภาพห้องขังใต้ดินใน ค.ศ. 1770 ขณะที่หลุยส์-เซบาสเตียง แมร์ซิเยร์ (Louis-Sébastien Mercier 1740–1814) นักเขียนและนักวิพากษ์สังคมได้มาบรรยายที่บิเซ็ทใน ค.ศ. 1783 ว่าเป็นบาดแผลของสังคมฝรั่งเศส การวิพากษ์ดังกล่าวแสดงว่า ความทุกข์ของผู้ถูกกักกันเริ่มไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคนผิดปกติเท่านั้น แต่กลายเป็นคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐและสถาบัน อย่างไรก็ตาม การประกาศอุดมคติเรื่องสิทธิและเสรีภาพมิได้ทำให้ความรุนแรงหายไปทันที ระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่เดือนกันยายน ค.ศ. 1792 กลุ่มปฏิวัติบุกเข้าไปในส่วนเรือนจำ La Force ของบิเซ็ท และสังหารผู้ถูกคุมขังเกือบสองร้อยคน เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นด้านย้อนแย้งของการปฏิวัติ กล่าวคือ มนุษย์อาจประกาศความเสมอภาคในนามสากล พร้อมกับสร้างกลุ่มคนที่ถูกมองว่าไม่สมควรได้รับการคุ้มครองจากหลักการนั้น เหตุการณ์ที่บิเซ็ทจึงเตือนว่า สิทธิมนุษย์มิได้ดำรงอยู่ด้วยถ้อยคำประกาศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรากฏในวิธีที่สังคมปฏิบัติต่อผู้ซึ่งไม่มีอำนาจ ไม่มีเสียง และไม่เป็นที่ต้องการด้วย

          จิตเวช: การจัดการความบ้าสู่การรับฟังผู้ป่วย

            ค.ศ. 1793 ฟิลิปป์ ปิแนล (Philippe Pinel) ได้รับแต่งตั้งเป็นแพทย์ประจำสถานดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บิเซ็ท เขาทำงานร่วมกับฌอง-บาติสต์ ปุสแซ็ง (Jean-Baptiste Pussin) ผู้ควบคุมดูแลผู้ป่วยซึ่งมีประสบการณ์ตรงกับชีวิตในสถาบัน ปุสแซ็งได้เริ่มลดการใช้โซ่ตรวนกับผู้ป่วยบางกลุ่ม ปรับปรุงอาหารและสิ่งแวดล้อม และใช้วิธีจำกัดพฤติกรรมที่รุนแรงโดยไม่อาศัยโซ่ ก่อนที่ปิแนลจะเข้ามาร่วมพัฒนาแนวทางดังกล่าว ภาพถ่ายปิแนลยืนปลดโซ่ผู้ป่วยได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์จิตเวช

            แต่การศึกษาทางประวัติศาสตร์ชี้ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นการกระทำอันกล้าหาญของบุคคลเพียงคนเดียวในชั่วขณะ หากเป็นกระบวนการปฏิรูปหลายขั้นตอน ซึ่งมีปุสแซ็ง เจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมร่วมอยู่ด้วย ตำนานการปลดโซ่ของปิแนลจึงมีคุณค่าในฐานะสัญลักษณ์ แต่ก็ไม่ควรบดบังความซับซ้อนของเหตุการณ์จริง ความสำคัญทางปรัชญาของการปฏิรูปมิได้อยู่เพียงการถอดเครื่องพันธนาการทางกาย แต่คือการยอมรับว่า แม้ผู้ป่วยจะมีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่าง เขาก็ยังเป็นบุคคลที่สามารถสื่อสาร ตอบสนอง และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ความบ้ามิได้ทำลายความเป็นมนุษย์ทั้งหมด แต่เป็นภาวะที่ยังอาจเข้าถึงผ่านความสัมพันธ์ สิ่งแวดล้อม กิจวัตร และการสนทนา แนวทางนี้ต่อมาถูกเรียกว่าการรักษาเชิงศีลธรรม (moral treatment) ซึ่งถือเป็นความก้าวจากการลงโทษไปสู่การรักษา แต่ก็มีความคลุมเครืออยู่ในตัว เพราะคำว่า moral ในที่นี้มิได้หมายถึงความเมตตาอย่างเดียว หากรวมถึงการปรับพฤติกรรม การสร้างวินัย และการนำผู้ป่วยกลับเข้าสู่บรรทัดฐานที่สังคมกำหนด (mores) ด้วย ฟูโกต์จึงตั้งคำถามว่า การปลดโซ่ทางกายอาจมาพร้อมกับการสร้างโซ่ชนิดใหม่หรือไม่ กล่าวคือ จากเดิมที่ผู้ป่วยอยู่ใต้อำนาจของผู้คุม ต่อมาเขาอาจอยู่ใต้อำนาจของการวินิจฉัย การสังเกต และความสัมพันธ์ที่แพทย์เป็นผู้ตัดสินว่าอะไรคือเหตุผลและความปกติ การแพทย์สมัยใหม่จึงให้โอกาสแก่ผู้ป่วย แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มอำนาจแก่ผู้เชี่ยวชาญในการนิยามตัวตนของผู้ป่วย

            ปฏิฐานนิยม และการแพทย์สมัยใหม่

              หลังการปฏิวัติ ระบบบริการสาธารณะของกรุงปารีสถูกนำมาอยู่ภายใต้การบริหารที่เป็นเอกภาพมากขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1801 ส่วนเรือนจำของบิเซ็ทก็ค่อย ๆ ถูกย้ายออกไปจนสิ้นสุดบทบาทสำคัญใน ค.ศ. 1836 และใน ค.ศ. 1837 สถานที่แห่งนี้เหลือภารกิจหลัก 2 ด้าน คือ สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุและผู้พิการ กับสถานดูแลเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติทางจิตหรือระบบประสาท นี่เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสถิติมีบทบาทมากขึ้น ภายใต้อิทธิพลของวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยม ความรู้ที่น่าเชื่อถือควรเกิดจากการสังเกต การวัด การจัดหมวดหมู่ และการค้นหากฎที่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยจึงเริ่มได้รับการจำแนกตามอาการ การพยากรณ์โรค และความสามารถในการเรียนรู้ แทนการถูกรวมอยู่ในหมวดกว้าง ๆ ของคนบ้า คนยากจน หรือคนเบี่ยงเบน

              ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โรงพยาบาลบิเซ็ทได้สร้างอาคารสำหรับผู้ป่วยจิตเวชเป็นกลุ่มอาคารขนาน เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงและทางเดิน รูปแบบนี้สะท้อนหลักสุขาภิบาล การระบายอากาศ การแยกผู้ป่วยเป็นกลุ่ม และการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นระบบ อาคารจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา โดยควบคุมแสง อากาศ การเคลื่อนไหว และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่

              ใน ค.ศ. 1879 เดซีเร-มากลัวร์ บูร์นวิลล์ (Désiré-Magloire Bourneville) แพทย์ประสาทวิทยาได้ก่อตั้งหน่วยสำหรับเด็กที่ถูกเรียกว่า enfants idiots เขาสนับสนุนให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและระบบประสาทได้รับการศึกษา การฝึกทักษะ และการดูแลแบบแพทย์ร่วมกับการได้รับการศึกษา แทนการกักไว้โดยไม่คาดหวังพัฒนาการ แนวคิดนี้มีความก้าวหน้าอย่างมากในยุคที่เด็กเหล่านี้มักถูกปฏิเสธความสามารถในการเรียนรู้ กระนั้นความก้าวหน้าก็มาพร้อมด้านที่ควรวิพากษ์ โรงพยาบาลบิเซ็ทได้มีการทำแบบหล่อใบหน้า (face mold) ของเด็กผู้ป่วยที่เสียชีวิตเพื่อใช้ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้แสดงความพยายามทำความเข้าใจโรค แต่ก็สะท้อนการเปลี่ยนบุคคลให้เป็นวัตถุแห่งการมอง การวัด และการจัดประเภท ปรัชญาการแพทย์จึงต้องทบทวนตนเองผ่านคำถามว่า ความรู้ที่แม่นยำเพียงใดจึงยังคงมองเห็นบุคคลอยู่เบื้องหลังข้อมูล ในขณะที่การวินิจฉัยและการจำแนกมีความจำเป็นต่อการรักษา แต่เมื่อชื่อของมนุษย์ถูกแทนที่ด้วยชื่อโรคทั้งหมด ผู้ป่วยอาจได้รับการศึกษาอย่างละเอียดโดยไม่เคยได้รับการรู้จักในฐานะบุคคลเลยก็ได้

              จากสถานสงเคราะห์สู่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย

                ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กิจกรรมทางการแพทย์ของโรงพยาบาลบิเซ็ทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลรักษาโรคฉุกเฉินเกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลัง ค.ศ. 1950 โดยในปี ค.ศ. 1952 มีการปรับอาคารเดิมเป็นโรงพยาบาลเด็ก และใน ค.ศ. 1957 เปิดบริการโรคหัวใจเด็กแห่งแรกของฝรั่งเศส ต่อมาอาคาร Paul-Broca ซึ่งเปิดใช้ใน ค.ศ. 1981 รองรับหน่วยเฉพาะทางต่าง ๆ และทำให้ รงพยาบาลบิเซ็ทพัฒนาเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนปรัชญาการแพทย์สมัยใหม่ซึ่งเชื่อว่า ความเจ็บป่วยสามารถศึกษาได้ผ่านกายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยา เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงประจักษ์ และผู้ป่วยมิใช่ผู้ถูกกักกันเพราะความเบี่ยงเบนอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองผู้มีสิทธิได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม การแพทย์สมัยใหม่ก็ทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของมนุษย์ กล่าวคือ ร่างกายมนุษย์อาจถูกแยกเป็นอวัยวะ ระบบ ภาพถ่าย ผลตรวจ และค่าทางห้องปฏิบัติการ ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ความทุกข์ของบุคคลได้หายไปจากสายตาของทีมแพทย์ บิเซ็ทพบประวัติศาสตร์เช่นนี้มาแล้ว จึงได้ย้ำเตือนว่า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าต้องเดินคู่กับการรับฟัง ความยินยอม ความเป็นส่วนตัว และการเคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วย

                การอนุรักษ์และประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่

                ฝรั่งเศสตระหนักว่า อาคารเก่าของโรงพยาบาลบิเซ็ทเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์สาธารณสุขและสังคมของประเทศ พื้นที่ อาคารและส่วนต่าง ๆ ของอดีตสถานสงเคราะห์ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือคุ้มครองในฐานะอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ใน ค.ศ. 1962 และ 1985 ครอบคลุมประตู อาคารบางส่วน กลุ่มอาคารบ่อน้ำและอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนร่องรอยของเรือนจำและอาคารผู้ป่วยจิตเวช การอนุรักษ์มิได้หมายถึงการยกย่องทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่ แต่เป็นการยอมรับว่าสังคมต้องไม่ลืมทั้งความสำเร็จและความรุนแรงของตนเอง

                มรดกที่แท้จริงของบิเซ็ทจึงประกอบด้วยทั้งสถาปัตยกรรมอันงดงามและความทรงจำของผู้ซึ่งเคยถูกกักขังอยู่ภายใน ประตูมิได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมโรงพยาบาลกับเมือง แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการอนุญาตและปฏิเสธ ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้ที่ผ่านประตูนี้บางคนเข้ามาเพื่อรับความช่วยเหลือ บางคนถูกพาเข้ามาโดยปราศจากความยินยอม และบางคนไม่มีโอกาสกลับออกไป ประตูจึงดำรงอยู่พร้อมกับคำถามว่า สถาบันจะสร้างความปลอดภัยโดยไม่ทำลายเสรีภาพได้อย่างไร พื้นที่คุกและร่องรอยห้องขัง พื้นที่เหล่านี้เป็นความทรงจำของยุคที่ความยากจน ความวิกลจริต และอาชญากรรมถูกวางไว้ใกล้กัน พื้นที่ไม่ได้บอกเพียงว่าคนในอดีตโหดร้าย แต่เตือนว่าสังคมทุกยุคสามารถเปลี่ยนความแตกต่างให้กลายเป็นภัย และใช้ภาษาเพื่อสื่อถึงความจำเป็นเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การกีดกัน บ่อน้ำและอ่างเก็บน้ำเป็นอนุสาวรีย์ของเหตุผลทางวิศวกรรม เป็นสิ่งที่ทำให้ชุมชนขนาดใหญ่ดำรงอยู่ได้ แต่ก็เชื่อมโยงกับระเบียบแรงงานและการควบคุมประชากร น้ำจึงเปรียบเสมือนชีวิตที่ถูกนำขึ้นมาจากส่วนลึกด้วยทั้งความรู้และอำนาจ อาคารโรงม้าซึ่งกลายเป็นโบสถ์นั้นคือการเปลี่ยนจากพื้นที่เครื่องจักรมาเป็นพื้นที่ทางศาสนาสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของสถาปัตยกรรมไม่เคยหยุดนิ่ง อาคารเดียวกันอาจเป็นพื้นที่ของแรงงาน เทคโนโลยี ความศรัทธา และความทรงจำในเวลาต่างกัน สถานที่ไม่ได้มีสารัตถะตายตัว แต่ได้รับความหมายใหม่ผ่านการปฏิบัติของมนุษย์ กลุ่มอาคารผู้ป่วยจิตเวชที่ประกอบด้วยแนวอาคารขนาน ระเบียง และลาน ได้สะท้อนความพยายามในการนำแสง อากาศ และกิจวัตรที่เป็นระเบียบมาใช้ในการรักษา แต่รูปแบบเดียวกันก็เอื้อให้เกิดการเฝ้ามองและควบคุม การเดินผ่านบริเวณนี้จึงทำให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง สภาพแวดล้อมเพื่อการบำบัดกับสถาปัตยกรรมแห่งการควบคุมบางครั้งก็บางกว่าที่คิด

                สรุป

                ประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลบิเซ็ทจากการเล่าผ่านแนวทางวงศาวิทยาอาจสรุปเป็นการเปลี่ยนผ่าน 4 ระดับ ได้แก่ จากความเมตตาที่ปราศจากสิทธิไปสู่การจัดระเบียบและกักกัน จากการกักกันขยับไปสู่การรักษาโดยอำนาจทางการแพทย์ จากการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญไปสู่ ารยอมรับผู้ป่วยในฐานะบุคคลผู้มีสิทธิ
                และจากโรงพยาบาลในฐานะอาคารไปสู่โรงพยาบาลในฐานะระบบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และความรับผิดชอบ เส้นทางนี้มิได้เป็นเส้นตรง ทุกยุคมีทั้งความก้าวหน้าและเงามืด ความเมตตาอาจกลายเป็นการควบคุม เหตุผลอาจกลายเป็นการแบ่งแยก วิทยาศาสตร์อาจกลายเป็นการทำให้มนุษย์เป็นวัตถุ ขณะที่สถาบันซึ่งเคยใช้กักขังก็สามารถเปลี่ยนเป็นสถานที่รักษาชีวิตได้

                คุณค่าทางปรัชญาของเรื่องเล่านี้จึงมิได้อยู่ที่การเป็นรู้ประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลเก่าแก่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้เราต้องถามอยู่เสมอว่า เมื่อเราบอกว่ากำลังดูแลใครสักคน เรากำลังช่วยให้เขากลับมาเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง หรือเพียงทำให้เขาเข้ากับระเบียบที่เราสร้างขึ้น วิธีที่วงการแพทย์และโรงพยาบาลมองเห็น รับฟัง และดูแลผู้ซึ่งเปราะบางที่สุดนั้นเป็นอย่างไร และคำถามนี้สะท้อนถึงแนวคิดของโรงพยาบาลสมัยใหม่ในยุคนี้ เพราะสังคมกำลังถามหา โรงพยาบาลที่มีมนุษยธรรมซึ่งก็มิใช่สถานที่ซึ่งปราศจากอำนาจ เพราะการแพทย์ย่อมต้องอาศัยความรู้ กฎ และการตัดสินใจ แต่ก็ต้องการให้เป็นสถานที่ซึ่งอำนาจยอมเปิดเผยตนเองต่อการตรวจสอบ และใช้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำรงชีวิตของผู้ป่วย มิใช่ลดทอนลงให้เหลือเพียงหมายเลขผู้ป่วย โรค พฤติกรรม หรือหมวดหมู่ทางสังคม และน่าจะยกระดับตนเองในฐานะการแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ได้อย่างเหมาะสม

                เอกสารอ้างอิง

                Assistance Publique–Hôpitaux de Paris. (2016). Bicêtre, une histoire de l’hôpital: Livret d’exposition. Musée et Archives de l’AP-HP. https://www.aphp.fr/musee-de-lap-hp/liste-expositions/bicetre-une-histoire-de-lhopital?utm_source=chatgpt.com

                Assistance Publique–Hôpitaux de Paris, Archives. (n.d.). Bicêtre.

                Ministère de la Culture. (2026). Ancien hospice de Bicêtre. Base Mérimée, Plateforme ouverte du patrimoine.

                Stanford Encyclopedia of Philosophy. (2025). Enlightenment; Michel Foucault; René Descartes.

                Ville du Kremlin-Bicêtre. (n.d.). L’histoire du Kremlin-Bicêtre. https://www.kremlinbicetre.fr/

                Weiner, D. B. (1994). “Le geste de Pinel”: The history of a psychiatric myth. In M. S. Micale and R. Porter (Eds.), Discovering the history of psychiatry (pp. 232–247). Oxford University Press

                Leave a comment

                Quote of the Course

                “Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

                ~ Kirti Bunchua, 2018