ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
บทคัดย่อ
บทความนี้เสนอว่าปัญหาสำคัญของมนุษย์ร่วมสมัยมิใช่การขาดความสำเร็จ หากคือการสูญเสียความสามารถในการอยู่ร่วมกับความธรรมดาของชีวิต ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมแห่งการแข่งขัน มนุษย์กลับเข้าใจว่าคุณค่าของชีวิตเกิดจากการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ การแก้ไขปัญหา และการควบคุมอนาคตอยู่เสมอ บทความใช้การตีความเชิงปรัชญาเพื่อเชื่อมโยงแนวคิดของเพลโต อริสโตเติล สโตอิก ไฮเดกเกอร์ สปิโนซา ตลอดจนปรัชญาอินเดีย ได้แก่ อุปนิษัท เวทานตะ โยคะ ภควัทคีตา และพุทธปรัชญา เพื่อเสนอว่า ความธรรมดามิใช่ภาวะที่ต่ำกว่าความสมบูรณ์ หากคือรูปแบบของการดำรงอยู่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นจริง เมตตาก็มิใช่การเข้าไปจัดการชีวิตของผู้อื่น แต่คือการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเปิดกว้างที่ยอมรับจังหวะเวลาเฉพาะของแต่ละชีวิต บทความสรุปว่า การกลับคืนสู่ความธรรมดาคือ การกลับคืนสู่ภววิทยาแห่งความสัมพันธ์ซึ่งเปิดโอกาสให้มนุษย์พบความสงบ ความเป็นอิสระ และการเติบโตทางจิตวิญญาณ
บทนำ
มนุษย์กำลังหนีจากการเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดา โลกสมัยใหม่ทำให้มนุษย์เชื่อว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ต้องพัฒนา ต้องเก่งขึ้น ต้องประสบความสำเร็จ ต้องเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ บทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงใคร่ครวญ (Meditative Philosophy Article) ที่จะเสนอการใคร่ครวญต่อโลกทรรศน์สมัยใหม่ที่ทำให้การเป็นอยู่ (Being) ถูกแทนที่ด้วยการต้องกลายเป็น (Becoming) มนุษย์ในยุคสมัยนี้จึงไม่เคยได้พักอยู่กับปัจจุบัน แต่มีชีวิตอยู่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไฮเดกเกอร์ (Heidegger, 1962) อธิบายว่า มนุษย์จำนวนมากตกอยู่ในภาวะล่วงหล่น (fallenness) กล่าวคือ ปล่อยให้ชีวิตถูกกำหนดโดยความคาดหวังของสังคม จนหลงลืมการดำรงอยู่อันแท้จริง (authentic existence)
ในอีกด้านหนึ่ง ปรัชญาอินเดียกลับมองว่า ต้นเหตุของทุกข์คือ การเข้าใจผิดว่าตัวเราจะสมบูรณ์ได้ด้วยการเติมเต็มสิ่งภายนอก หากแต่อุปนิษัทก็กล่าวว่า ท่านคือสิ่งนั้น ดังนั้น เราอาจใคร่ครวญอย่างมีวิจารณญาณได้ว่า ความสมบูรณ์มิได้อยู่ปลายทางแต่อยู่ในธรรมชาติเดิมของชีวิต และด้วยมุมมองนี้ ความธรรมดาจึงมิใช่ความล้มเหลว แต่คือภาวะที่ชีวิตกลับคืนสู่ความเป็นจริงของตนเอง
ความธรรมดาในฐานะภววิทยาของการดำรงอยู่
โดยธรรมชาติ มนุษย์ไม่เคยพอใจกับความธรรมดาเพราะอัตตามักตีความว่า ธรรมดาเท่ากับการไม่มีคุณค่า แต่ในสายตาของธรรมชาติ ต้นไม้ธรรมดา เมฆและสายฝนธรรมดา ๆ ล้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว อริสโตเติลเสนอว่า ทุกสิ่งมี telos หรือจุดหมายภายในตนเอง (Aristotle, trans. 2004) ต้นกล้วยไม่ได้โตแข่งกับต้นสัก แม่น้ำไม่ได้เร่งให้ตนเองไหลเร็วขึ้น นั่นคือ ทุกสิ่งเติบโตตามธรรมชาติของตน ลัทธิเวทานตะเสนอในทำนองเดียวกันว่า ธรรมชาติทั้งหมดคือการแสดงออกของพรหมัน จึงไม่มีสิ่งใดต่ำต้อย ไม่มีสิ่งใดต้องพิสูจน์คุณค่า และเมื่อมนุษย์ยอมรับความธรรมดา มนุษย์นั้นไม่ได้ยอมแพ้แต่กำลังกลับคืนสู่ความจริง
กาลเวลา
หนึ่งในความทุกข์ของมนุษย์คือ เราพยายามเร่งเวลา อยากให้สัตว์เลี้ยงและพืชพันธุ์โตเร็ว ออกผลเร็ว อยากให้เด็กโตเร็วขึ้น เป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น อยากให้คนเศร้าหายจากความเศร้า อยากให้ตนเองเก่งขึ้น แต่ธรรมชาตินั้นดำเนินไปตามลำดับ ไม่เคยเร่งอะไรเลย ฤดูกาลดำเนินไปเป็นปกติ ฝนไม่เคยรีบมา ความร้อนไม่เคยรู้สึกผิดที่แดดจะแรงกล้า นี่คือสิ่งที่ลัทธิสโตอิกเรียกว่า การดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ (Epictetus, trans. 2014) ซึ่งมิใช่การยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่คือการเข้าใจว่า ทุกสิ่งมีเวลาอันเหมาะสมของมัน คำสอนจากภควัทคีตาก็ยังชี้สอนว่า จงทำหน้าที่ของตน แต่อย่ายึดติดกับผลลัพธ์ (Bhagavad Gita 2.47) แนวคิดเช่นนี้คือ การปล่อยให้เวลาเป็นผู้คลี่คลายผลของการกระทำ ไม่ใช่อัตตาของเรา
ความเมตตาในฐานะการเป็นอยู่
คนส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจว่า เมตตาคือการปรารถนาให้ผู้อื่นดีขึ้น เป็นสุข แต่ในขณะเดียวกันก็มองผ่านการกระทำสำคัญคือ การช่วยเหลือ (helping) ซึ่งในคำสอนพุทธปรัชญานั้นจะมองว่า การช่วยเหลือนั้นผู้ช่วยเหลือมีความปรารถนาในผลเบื้องปลาย ดังนั้นหลาย ๆ ครั้งจึงซ่อนความต้องการควบคุมเอาไว้ด้วย เช่น อยากให้เขาหายทุกข์เพราะเราไม่สบายใจที่เห็นเขาทุกข์ นี่จึงเป็นความต้องการของเรา มากกว่าของเขา ในมิตินี้ เลวีนัสเสนอว่า การพบหน้าผู้อื่นคือการถูกเรียกร้องทางจริยธรรม (Levinas, 1969) แต่การตอบสนองนั้นมิใช่การครอบครองชีวิตของเขา หากคือการเปิดพื้นที่ให้เขาได้ดำรงอยู่ ความเมตตาจึงควรที่จะเข้าใจเป็นการดำรงอยู่ (Presence) ไม่ใช่การแก้ไขปัญหานั้น (Fixing)
การดำรงอยู่นั้น เริ่มจากเราเพียงดำรงอยู่กับเขาด้วยความเงียบ เพียงความเงียบก็มีคุณค่าที่ควรใส่ใจ เพราะความจริงบางอย่างไม่อาจพูดได้ โยคะของปตัญชลีเสนอว่า โยคะคือการหยุดความเคลื่อนไหวของจิต (Yoga Sutra I.2) เมื่อความคิดหยุด มนุษย์จึงเห็นโลกตามที่มันเป็น มิใช่ตามที่อัตตาปรุงแต่ง เมื่อเราเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่อย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เราก็จะสามารถกลับคืนสู่ภววิทยาแห่งความสัมพันธ์ (relational ontology) ที่แท้จริงอันปราศจากการควบคุม แม้แต่การควบคุมในนามของความหวังดี การที่เราพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้ตรงกับความคิดของเราด้วยมองว่าเป็นการช่วยเหลือผู้นั้นผ่านคำชี้แนะชี้นำ นั่นก็เป็นการควบคุมอย่างหนึ่ง สปิโนซาเสนอว่า ทุกสิ่งดำรงอยู่ตามเหตุปัจจัยของตนเอง (Spinoza, 2002) มนุษย์จึงไม่ใช่วัตถุที่เราจะดัดแปลงได้แต่เป็นธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง แนวคิดเรื่องอหิงสาในศาสนาเชนและฮินดูเองก็เน้นว่า การไม่เบียดเบียนกันและกันนั้น มิใช่เพียงไม่ทำร้ายร่างกายกัน แต่รวมถึง การไม่ทำร้ายเสรีภาพของการเติบโตของอีกฝ่ายด้วย
เมื่อเราเข้าใจการดำรงอยู่อย่างธรรมดา เราก็จะเลิกที่จะเร่งทุกอย่างให้เป็นไปดั่งใจ ให้เร็วขึ้น ให้ดีขึ้น เราจะเลิกเร่งรัดต่อชีวิต เมื่อนั้นชีวิตก็จึงจะเผยความงดงาม ไฮเดกเกอร์เรียกสิ่งนี้ว่า Gelassenheit คือ การปล่อยให้สรรพสิ่งเป็นไปตามที่มันเป็น นี่มิใช่ความเฉยเมย แต่คือการวางเฉยบนการเคารพภววิทยาของโลกนั้นเอง
การพัฒนาเมตตาผ่านการดำรงอยู่
เมื่อเราตีความเชิงปรัชญาและเกิดการขยายขอบฟ้าความเข้าใจแล้ว มนุษย์ย่อมพัฒนาตนเองได้ ซึ่งการพัฒนาความเมตตานั้นสามารถที่จะทำผ่านการฝึกใคร่ครวญ (meditation) โดยอาจกำหนดออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้
การใคร่ครวญการอยู่กับปัจจุบัน (Presence Meditation) ผ่านการกำหนดหายใจเข้า “ฉันอยู่ที่นี่” และหายใจออก “ฉันไม่ต้องไปแก้ไขใคร”
การตระหนักรู้ด้วยการสังเกตสิ่งธรรมดา (Ordinary Awareness) เราจะตื่น รู้สึกตัว ก็ต่อเมื่อเราหยุดคิด จากนั้นให้รับรู้ ได้ยิน สัมผัส โดยไม่ต้องตีความ เช่น ฟังเสียงลม รับรู้แสงแดด สัมผัสหญ้าในระหว่างการเดิน
เมตตาโดยไม่ควบคุม (Kindness without Control) เมื่อพบผู้อื่น เขาอาจทุกข์หรือไม่ทุกข์ เขาอาจขอคำชี้แนะจากเรา หรือถามคำถามเรา จงอย่ารีบเสนอคำตอบ จงฟังเขา แล้วเสนอเพียงว่า “วันนี้ฉันอยู่เป็นเพื่อนคุณได้ไหม”
การใคร่ครวญต่อกาลเวลา (Time Contemplation) เมื่อใดใจว่าง มีเวลาทบทวนตน ตอนตื่นนอนหรือก่อนจะนอน ให้นิ่ง ๆ ร่างกายสบาย ๆ แล้วถามตนเองว่า เราจะทำอะไร วันนี้มีอะไรที่ต้องเร่งหรือต้องทำบ้าง หรือวันนี้เราเร่งทำอะไรมากเกินไปหรือไม่ และสิ่งนั้น-เรื่องนั้นสามารถที่จะเติบโตก้าวไปข้างหน้าด้วยเวลาของมันเองได้ไหม จงฟังเสียงในใจและให้คำตอบนั้นชัดเจนในใจอยู่เสมอ
สรุป
บทความเชิงโคร่ครวญนี้ได้นำเสนอแนวคิดทั้งปรัชญาตะวันตกและปรัชญาอินเดีย ซึ่งแม้จะมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกัน แต่ต่างชี้ไปสู่ทรรศนะร่วมกันประการหนึ่ง คือ ความสมบูรณ์ของชีวิตมิได้เกิดจากการควบคุมโลก หากเกิดจากการปรับตนเองให้สอดคล้องกับจังหวะของความเป็นจริง ความธรรมดาทั้งหลายต่างไม่ใช่ความธรรมดาที่น่าเบื่อ หากเป็นภาวะที่มนุษย์หยุดต่อสู้กับชีวิต และเริ่มดำรงอยู่ร่วมกับชีวิตของตนอย่างลึกซึ้งบนความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่ธรรมชาติได้เชื่อมโยงไว้ และด้วยความเมตตาที่วางอยู่บนไมตรีที่ไม่ใช่การเข้าไปจัดการชีวิตของผู้อื่น หากแต่เป็นศิลปะแห่งการอยู่เคียงข้าง (being-with) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นได้เติบโตตามธรรมชาติของตนเอง เมื่อเรารู้จักใคร่ครวญในตนเอง อัตตาก็ย่อมคลายการยึดมั่นในการควบคุม เราเองจะค้นพบว่า ความสุขมิได้อยู่บนยอดแห่งความสมบูรณ์แบบ หากอยู่ในรากฐานของชีวิตประจำวันอันเรียบง่าย ความเงียบ การรับฟัง ลมหายใจ และการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของโลก ล้วนเป็นรูปแบบของการใคร่ครวญที่จะนำพาเราให้กลับคืนสู่บ้านของการดำรงอยู่ นั่นคือ การมีชีวิตที่ดีเริ่มต้นจากการยอมให้ชีวิตเป็นตัวของชีวิตเองมากกว่าการพยายามทำให้ชีวิตเป็นไปตามความต้องการของอัตตา
เอกสารอ้างอิง
Aristotle. (2004). Nicomachean ethics (R. Crisp, Trans.). Cambridge University Press. (Original work published ca. 350 BCE)
Epictetus. (2014). Discourses, fragments, handbook (R. Hard, Trans.). Oxford University Press.
Hadot, P. (1995). Philosophy as a way of life (M. Chase, Trans.). Blackwell.
Heidegger, M. (1962). Being and time (J. Macquarrie & E. Robinson, Trans.). Harper & Row.
Levinas, E. (1969). Totality and infinity: An essay on exteriority (A. Lingis, Trans.). Duquesne University Press.
Payutto, P. B. P. A. (2016). Dictionary of Buddhism (34th Ed.). Dhammapitaka foundation for peace education.
Plato. (1997). Complete works (J. M. Cooper & D. S. Hutchinson, Eds.). Hackett.
Radhakrishnan, S. (2008). Indian philosophy (Vols. 1–2). Oxford University Press.
Spinoza, B. (2002). Ethics (E. Curley, Trans.). Penguin Books.

Leave a comment